|
|
2.
ประโยค หมายถึง ความพยายาม ถ้าพยายามทำกรรมดีมาก บุญก็จะมาก ถ้าพยายามทำกรรมชั่วให้สำเร็จมาก บาปก็จะมาก 3. เจตนา หมายถึง ความจงใจ ความตั้งใจในการทำกรรมนั้น ไม่ว่าจะเป็นกรรมดีหรือ กรรมชั่ว ถ้าตั้งใจทำกรรมดีก็จะเกิดผลเป็นคุณเกื้อกูลแก่ตนเองและผู้อื่น เรียกว่า กุศลกรรม ส่วนกรรมที่ก่อให้เกิดผลเป็นโทษ
เบียดเบียนตนเองและผู้อื่นให้เดือดร้อน เป็นกรรมชั่ว เรียกว่า อกุศลกรรม พระพุทธเจ้าจึงตรัสสอนให้หมั่นนึกคิดอยู่เสมอว่า เรามีกรรมเป็นของตนเอง เราต้องรับผลกรรมนั้น เรามีกรรมเป็นกำเนิด เรามีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ เรามีกรรมเป็นที่อาศัย และกรรมจำแนกสัตว์ให้เลวและดีต่างๆกัน ดังนั้นการสร้างคุณงามความดี
หรือกรรมดีที่มีมากขึ้นๆ
จึงเป็นการสั่งสมบารมี จนมีความ ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งหมายความว่า อำนาจที่ทำให้สำเร็จ นักปราชญ์กล่าวว่าความศักดิ์สิทธิ์มาจาก จิตที่มีพลังบุญบารมีสั่งสมมาเป็นระยะเวลายาวนานในหลายภพหลายชาติ
1. พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเป็นมนุษย์ธรรมดา ที่อุตสาหะมุ่งมั่นหาหนทางดับทุกข์ด้วยพระองค์เอง แล้วเผยแผ่หนทางแห่งความหลุดพ้นนั้นต่อ สรรพสัตว์ด้วยความเมตตา 2.
พระโพธิสัตว์เจ้า 3.
พระอริยสงฆ์ 4.
เทพเทวดา โอปาติกะ เช่น
พระอินทร์ พระพรหม รุกขเทวดา
เจ้าป่า เจ้าเขา พระภูมิ
เจ้าที่ 5.
จิตวิญญาณบรรพบุรุษ
เช่น ปู่ ย่า ตา ยาย ผีบ้าน ผีเรือน 6.
จิตวิญญาณวีรบุรุษ
วีรสตรี เช่น พระบรมรูปของสมเด็จพระนเรศวรฯ รัชกาลที่ 5 อนุสาวรีย์บ้านบางระจัน 7.
สถาบันพระมหากษัตริย์ และพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบัน 8.
บิดา มารดา และครูอาจารย์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้ง 8 นี้ หากท่านผู้ใดลบหลู่ จาบจ้วงแล้วไซร้ จัดได้ว่าเป็นผู้ก่อกรรมหนัก จักกระทำสิ่งใดก็ไม่ราบรื่น มีข้อติดขัด สะดุดหยุดลง แม้จวนสำเร็จด้วยที่ทำกรรมอื่นๆที่ดีพร้อมมาแล้วก็ตาม ความสำเร็จที่สมควรได้ก็ไม่สมบูรณ์ จึงควรที่สาธุชนทั้งหลาย ที่อาจพลาดพลั้งก่อวิบากกรรมอย่างยิ่ง ทั้ง 8 นี้ ควรที่จะตั้งจิตอธิษฐานให้มั่น เพื่อสำนึกโทษอย่างจริงใจ แล้วทำพิธีขอขมากรรม โดยเริ่มจากบิดามารดาที่ยังมีชีวิตอยู่เป็นปฐม ที่อุดมผลเลิศก่อให้เกิด เปิดทางสว่างไสวในการปฏิบัติขั้นต่อๆไปได้อย่างสมบูรณ์
1. ตั้งสติพิจารณา คือ ทบทวนการกระทำคุณงามความดีที่ท่านเหล่านั้นได้กระทำไว้ตามความเป็นจริง ความรักของพ่อแม่ ทำให้ท่านต้องห่วงใย เอาใจใส่เราตั้งแต่อ้อนแต่ออก จนบางครั้งกลายเป็นความขัดใจ ขัดแย้งกัน จึงอยากให้ลูกพิจารณาด้วยใจเป็นกลาง คือ 1.1
ถ้าท่านด่าหรือบ่นโดยเราไม่ผิด หรือไม่เป็นความจริง ก็อย่าได้สวนกลับท่านในขณะ นั้น รอให้ท่านอารมณ์ดีแล้วค่อยชี้แจงเหตุผล 1.2
ถ้าท่านด่าหรือบ่นโดยเราเป็นฝ่ายผิด ก็ต้องขอโทษแล้วแก้ไข ปรับปรุงตนอย่าทำอีก 1.3
ถ้าท่านด่าหรือบ่นโดยหาสาระไม่ได้
ก็ควรสงบใจ วางอุเบกขา รู้ให้เท่าทันว่าเป็นการระบายอารมณ์ของผู้มีภาระมาก
มีปัญหารุมเร้าที่เราไม่รู้ 1.4
คิดเสียว่าคำบ่นหรือคำด่าของพ่อแม่ ไม่มีพิษภัย
ปล่อยวาง อุเบกขาได้ ก็เป็นการบำเพ็ญขันติบารมี จิตใจจะเป็นสุข 2.
ขั้นตอนขอขมากรรม 2.1 เลือกวันเวลาที่เหมาะสมให้พ่อแม่อยู่พร้อมหน้า (หากยังมีชีวิตอยู่ทั้งสอง และไม่ได้แยกทางกัน) และบรรยากาศสงบ ไม่วุ่นวาย ควรใช้สถานที่ที่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อเสริมพิธี เช่น ห้องพระ
ในวัด หรือในโบราณสถาน นัดหมายโทร.0816393529, 0814844838 2.2
เตรียมสิ่งของต่อไปนี้ 1. พวงมาลัยมะลิสด สำหรับพ่อแม่ ท่านละ 1
พวง วางบนธูปเทียนแพ 2. ผ้าเช็ดตัว หรือผ้าเช็ดหน้าตามฐานะ ท่านละ 1
ผืน วางบนถาด 3. ธูปเทียนแพ 1
แพ วางบนพานที่มีเงินบูชาครู 100
บาท 4. น้ำอบ หรือน้ำหอมวางบนถาดผ้า 2.3
เมื่อพร้อมในวัน เวลา และสถานที่แล้ว : เชิญพ่อแม่นั่งลงตามถนัด จะบนเก้าอี้ หรือบนพื้นก็ได้ : จุดธูป 3
ดอกไหว้พระ : นำสรรพสิ่งที่เตรียมไว้วางข้างหน้าพ่อแม่ แล้วคุกเข่าพนมมือ : มองหน้าท่านทั้งสองแล้วกล่าวว่า
:
ยกธูปเทียนแพที่มีพวงมาลัยวางไว้ข้างบน มอบให้ท่าน แล้วตั้งนะโม 3 จบ และกล่าวว่า
มัยหัง มาตาปิตูนังวะ
ปาเทสุ วันทามิ สาทะรัง
: มอบผ้าให้ท่านคนละผืน
แล้วนำน้ำอบ น้ำหอม พรมที่มือท่านทั้งสอง เสร็จแล้วพรมที่เท้า : เมื่อลูกกราบเท้าพ่อแม่แล้ว
ให้พ่อแม่จับมือลูกไว้
แล้วกล่าวโดยท่านใดท่านหนึ่งว่า
:
ใช้มือที่มีน้ำหอม ลูบหัวลูก
แล้วแสดงความรักตามความปรารถนา :
กราบพระ 3 ครั้ง ...เสร็จพิธีขอขมากรรมบิดามารดา...
|