|
|
ลำดับที ่8 บทที่ 6 แผนปฏิบัติการระงับอัคคีภัย (แผนฉุกเฉิน) โรงพยาบาลชามะนาว (C27) |
|
| A03 |
A04 |
A05 |
A06 |
A07 |
A08 |
A09 |
A10 |
A11 |
A12 |
A15 |
A16 |
A17 |
|||||
| A18 |
A22 |
A23 |
A25 |
A26 |
A27 |
A28 |
A29 |
A30 |
A31 |
|
1. สาระสำคัญของแผน 2. ชื่อแผนและการประกาศใช้แผน 3. ทีมปฏิบัติการและการจัดบุคลากร 4. ขั้นตอนปฏิบัติการ 5. การเตรียมผู้ป่วย อุปกรณ์การแพทย์ ยา และเคมีภัณฑ์ 5.1 การจำแนกประเภทผู้ป่วย 5.2 อุปกรณ์การแพทย์, ยา, เวชภัณฑ์ 5.3 วัสดุครุภัณฑ์อื่นๆ 6. ขอบเขตปฏิบัติการเฉพาะแผน 6.1 การควบคุมเพลิงไหม้เล็กน้อย 6.2 การควบคุมเพลิงไหม้รุนแรง 7. การป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมขณะเกิดเหตุเพลิงไหม้ 8. แผนปฏิบัติเมื่อเกิดเพลิงไหม้บริเวณบ้านพักเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล 9. หน่วยงานสนับสนุน ,องค์กรเครือข่าย 9.1 หน่วยช่วยเหลือเมื่อเกิดอัคคีภัย 9.2 องค์กรทางการแพทย์ที่ขอเชิญเป็นเครือข่าย 6.1 สาระสำคัญของแผน แผนปฏิบัติการขณะเกิดเพลิงไหม้ เป็นการปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายของประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การป้องกันและระงับอัคคีภัยในสถานประกอบการ เพื่อความปลอดภัยสำหรับลูกจ้าง และระเบียบของกระทรวงสาธารณสุข รวมถึงข้อบัญญัติของสถาบันพัฒนาและรับรองคุณภาพโรงพยาบาล (HA.Thailand) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนฉุกเฉินของโรงพยาบาลชามะนาว เพื่อให้บุคลากรได้ทราบถึงการป้องกันและระงับอัคคีภัย ทั้งสามารถปฏิบัติเพื่อเตรียมพร้อมรับเหตุฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นในโรงพยาบาลได้ 6.2 ชื่อแผนและการประกาศใช้แผน ชื่อแผนและการประกาศใช้แผน 1. กรณีเพลิงไหม้แรกเริ่ม “แผนคุณอัคคี” ให้เจ้าหน้าที่กองบัญชาการแผนฉุกเฉิน (บก.แผน) ประกาศผ่านเสียงตามสายหอกระจายข่าว หรือใช้รถพยาบาล(Ambulance) วิ่งประกาศ ด้วยข้อความดังนี้ “โปรดทราบ ๆ ขอเชิญผู้เกี่ยวข้องร่วมประชุมกับคุณอัคคี ที่ ……………( จุดที่เกิดเหตุ ) เวลานี้ ” ( ประกาศจำนวนไม่น้อยกว่า 6 ครั้ง ห่างกันไม่เกิน 3 วินาที ) หมายเหตุ “คุณอัคคี” คือรหัสเฉพาะเจ้าหน้าที่ รพ.ชามะนาว เพื่อไม่ให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องในการปฏิบัติตามแผนฯแตกตื่นจากเหตุเพลิงไหม้ หากสามารถระงับเหตุได ้แล้ว ให้ประกาศด้วยข้อความว่า “โปรดทราบ ๆ ขอยกเลิกการประชุมร่วมกับคุณอัคคีที่…….เวลานี้ ” (ประกาศไม่ต่ำกว่า 6 ครั้ง ห่างกันไม่เกิน 3 วินาที) 2. กรณีเพลิงไหม้ หรือระเบิดรุนแรงฉุกเฉิน “แผนรุนแรงฉุกเฉิน” ผู้บัญชาการแผนฉุกเฉินไปที่จุดเกิดเหตุ ้เจ้าหน้าที่ในกองบัญชาการแผนฉุกเฉิน(บก.แผน)ประกาศผ่านเสียงตามสาย ด้วยข้อความดังนี้ “โปรดทราบ ๆ ขณะนี้เกิดเหตุเพลิงไหม้รุนแรง(ระเบิด) ที่…………. (จุดเกิดเหตุ) ขอให้เจ้าหน้าที่ทุกท่านปฏิบัติด้วยความระมัดระวัง ( ประกาศต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 6 ครั้ง ห่างกันไม่เกิน 3 วินาที ) หากยังมีการลุกลามขยายตัวออกไป ผู้บัญชาการแผนฉุกเฉินออกคำสั่งใช้แผนฉุกเฉิน 3. กรณีเพลิงไหม้ ที่ไม่สามารถระงับได้ “แผนฉุกเฉิน” ผู้บัญชาการแผนฉุกเฉิน ออกคำสั่งใช้แผนฉุกเฉิน แล้วให้เจ้าหน้าที่ในกองบัญชาการแผนฉุกเฉิน(บก.แผน)เปิดไฟวับวาบสีน้ำเงิน (Strobe Light) เพื่อยืนยันเหตุฉุกเฉินซึ่งเป็นที่สังเกตของคนหูหนวกแล้วประกาศผ่านเสียงตามสาย, หอกระจายข่าว ด้วยข้อความดังนี้ “โปรดทราบ ๆ ขณะนี้เกิดเหตุเพลิงไหม้ที่…………. (จุดเกิดเหตุ) ขอให้เจ้าหน้าที่ทุกท่านปฏิบัติตามแผนฉุกเฉิน โดยใช้จุดรวมพลที่ …… และประกาศให้บริเวณ……….เป็นพื้นที่อันตราย ” ( โดยประกาศต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 6 ครั้ง ห่างกันไม่เกิน 3 วินาที เมื่อประกาศไปแล้ว 3 ครั้ง ให้กดสัญญาณเตือนภัย (General Alarm) เป็นเสียงยาว 3 นาที (แต่ไม่เกิน 5 นาที ) และรถพยาบาลฉุกเฉิน(Ambulance) วิ่งเปิดไซเลนและประกาศด้วย 4. ในกรณีที่ บก.แผนฉุกเฉินถูกไฟไหม้ด้วยหรือไม่สามารถใช้งานไดสะดวก้ ให้ย้ายไปที่จุดรวมพลที่กำหนด 5. การยุติแผนฉุกเฉิน ผู้บัญชาการแผนฉุกเฉินออกคำสั่งยุติแผน โดยให้เจ้าหน้าที่ บก.แผนฉุกเฉินประกาศผ่านเสียงตามสาย หอกระจายข่าวหรือใช้รถพยาบาลฉุกเฉิน วิ่งประกาศ ด้วยข้อความดังนี้ “โปรดทราบ โปรดทราบ แผนฉุกเฉินที่……….. (จุดเกิดเหตุ) สิ้นสุดลงแล้ว ขอให้ทุกท่านปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ ” (ให้ประกาศไม่ต่ำกว่า 6 ครั้ง ห่างกันไม่เกิน 3 วินาที) 6. ในกรณีที่เกิดเหตุเพลิงไหม้จริง ขณะกำลังซ้อมแผนอยู่ หรือเหตุการณ์อื่นๆในลักษณะเดียวกันให้ประกาศด้วยว่า “นี่ไม่ใช่การซ้อม ๆ“ แล้วประกาศตามระเบียบเดิม (ห้ามนำข้อความประโยคนี้มาใช้ เมื่อไม่มีเหตุการณ์เป็นอันขาด) หมายเหตุ พื้นที่อันตราย คือ บริเวณ หรืออาคาร-สถานที่ ที่มีผู้อาศัยพักพิง ใช้ประโยชน์อยู่ ตกอยู่ในภาวะอันตรายอาจมีควันไฟ เปลวไฟ ก๊าซพิษ ฯลฯ หรือ ผลกระทบที่มีอันตรายต่อมนุษย์ จำเป็นต้องอพยพบุคคล และทรัพย์สินสำคัญทันทีที่ประกาศแผนฉุกเฉิน ( รายละเอียดเพิ่มเติม ในหัวข้อ 6.6.1 ) 6.3 ทีมปฏิบัติการ และการจัดบุคลากรตามแผนฉุกเฉิน 6.4 ขั้นตอนปฏิบัติการ 6.5 การเตรียมผู้ป่วย และทารกแรกเกิด อุปกรณ์การแพทย์ ยา เคมีภัณฑ์ ในโรงพยาบาล 6.5.1การจำแนกประเภทผู้ป่วย ให้พิจารณาตามอาการของโรคและความสามารถในการช่วยตัวเองรวมทั้งการพิจารณาถึงการเคลื่อนย้ายก่อน-หลังอย่าง เหมาะสม โดยแบ่งผู้ป่วยเป็น 3 กลุ่ม: - กลุ่มผู้ป่วยประเภท 1 สีแดง หมายถึงผู้ป่วยในระยะวิกฤต - ผู้ป่วยหนักมาก หรือสิ้นหวัง เช่น Coma โรคร้ายแรงระยะสุดท้าย - ผู้ป่วยที่ใช้เครื่องช่วยหายใจ - ผู้ป่วยกระดูกต้นคอหัก และตรึงกับเตียงเพื่อดึงคอ - ผู้ป่วย Immediate post operation บางส่วน - เด็กแรกเกิดที่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ - กลุ่มผู้ป่วยประเภท 2 สีเหลือง หมายถึงผู้ป่วยที่พ้นระยะวิกฤตแต่ยังช่วยตัวเองไม่ได้ เช่น - ผู้ป่วยอัมพาตทั้งตัวหรือบางส่วน Paralysis - ผู้ป่วยหลังทำการผ่าตัดPost operation - ผู้ป่วย Immobilized - ผู้ป่วยแขนขาอ่อนแรง Weakness - ผู้ป่วย เด็ก - เด็กแรกเกิด - กลุ่มผู้ป่วยประเภท 3 สีเขียว หมายถึงผู้ป่วยที่ช่วยตัวเองได้ หรือผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่ไม่รุนแรง วิธีปฏิบัติ1. แพทย์หรือพยาบาลเป็นผู้จำแนกประเภทผู้ป่วย ตั้งแต่รับเข้าเป็นผู้ป่วยใน รวมทั้งการรับผู้ป่วยฉุกเฉินโดยทำสัญลักษณ์สี แสดงให้เห็นชัดเจน 2. ให้ใช้กระดาษสีติดที่ป้ายท้ายเตียงของผู้ป่วยในหอผู้ป่วยทุกเตียง และมีเครื่องหมายเป็นป้ายคล้องข้อมือผู้ป่วย 3. ผู้ป่วยประเภท 3 สีเขียว ให้ผู้ป่วยช่วยตัวเอง และอาจมอบหมายให้ช่วยเคลื่อนย้ายผู้ป่วยอื่นที่ช่วยตัวเองไม่ได้เต็มที่ 4. กลุ่มผู้ป่วยประเภท 2 สีเหลือง ถ้ามีญาติหรือผู้ป่วยประเภท 3 สีเขียวให้ขอความช่วยเหลือในการเคลื่อนย้าย 5. กลุ่มผู้ป่วยประเภท 1 สีแดง ที่ไม่สามารถช่วยตัวเองได้เลย ปฏิบัติเหมือนกลุ่มผู้ป่วยประเภท 2 สีเหลืองยกเว้นคนไข้ที่มีอาการหนักมาก หรือเรื้อรัง ควรพิจารณาเคลื่อนย้ายเป็นรายสุดท้าย ถ้ามีเวลาพอ การเตรียมการก่อนส่งต่อผู้ป่วย 1. กิจกรรม : ประเมินสภาพผู้ป่วย สรุปปัญหา และการให้การรักษาพยาบาลเบื้องต้น ให้คำแนะนำผู้ป่วยและญาติเรื่องการรักษาต่อ ผู้รับผิดชอบ : แพทย์ , พยาบาล เกณท์ชี้วัด : ผู้ป่วยได้รับการประเมินสภาพวินิจฉัยโรค ดูแลก่อนการส่งต่อ : ผู้ป่วยและญาติมีความพร้อมและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ 2. กิจกรรม : บันทึกข้อมูลในใบขอ refer ให้ชัดเจน ครบถ้วนพร้อมผลการตรวจอื่นๆ เช่น ผล Lab , X-ray EKG ฯลฯ ผู้รับผิดชอบ : แพทย์ , พยาบาล เกณท์ชี้วัด : ข้อมูลผู้ป่วยในใบ refer มีความถูกต้องชัดเจน ครอบคลุมปัญหาของผู้ป่วย 3. กิจกรรม : ตรวจสอบรถพยาบาล อุปกรณ์ เวชภัณท์ ให้พร้อมที่จะใช้ระหว่างนำส่ง ผู้รับผิดชอบ : พนักงานขับรถ , พยาบาลเจ้าของไข้ เกณท์ชี้วัด : มียานพาหนะอุปกรณ์เวชภัณท์ พร้อมที่จะใช้งาน 4. กิจกรรม : ประสานงานโรงพยาบาลที่จะรับผู้ป่วยทางโทรศัพท์ หรือวิทยุทุกราย โดยให้รายละเอียด ดังนี้ ( ชื่อ-สกุลผู้ป่วย , อายุ , การวินิจฉัยโรคเบื้องต้น, สาเหตุที่ refer , การรักษาที่ให้กับผู้ป่วยแล้ว , สิ่งที่ต้องเตรียมรับผู้ป่วย ผู้รับผิดชอบ : แพทย์ , พยาบาล , เจ้าหน้าที่สื่อสาร เกณท์ชี้วัด : มีการตอบรับและพร้อมที่จะรับผู้ป่วย , ข้อมูลการประสานงานครบถ้วนไม่มีข้อขัดแย้ง 5. กิจกรรม : ดูแลให้การพยาบาลผู้ป่วยตามสภาพปัญหาก่อนส่งต่อ โดยพยาบาลที่มีความรู้ความสามารถและมีความพร้อมในการปฏิบัติงาน ผู้รับผิดชอบ : พยาบาล เกณท์ชี้วัด : ผู้ป่วยปลอดภัยไม่มีภาวะคุกคามชีวิต การดูแลผู้ป่วยขณะนำส่ง 1. กิจกรรม : วัดสัญญาณชีพ อาการเปลี่ยนแปลงทางสมองในกรณีผู้ป่วยบาดเจ็บที่ศรีษะหรือผู้ป่วยไม่รู้สึกตัวทุก 15-30 นาที ผู้รับผิดชอบ : แพทย์ , พยาบาล เกณท์ชี้วัด : มีการวัดสัญญาณชีพตามเวลาที่กำหนด 2. กิจกรรม : ประเมินผู้ป่วยทุก 30 นาที หรือ 1 ชม. ตามสภาพผู้ป่วยและบันทึกข้อมูล ผู้รับผิดชอบ : พยาบาล เกณท์ชี้วัด : มีการบันทึกการประเมินผู้ป่วยและอาการเปลี่ยนแปลง 3. กิจกรรม : ให้การดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่องตามสภาพปัญหาแต่ละราย เช่น การได้รับO2และสารน้ำทางหลอดเลือดดำ, การ suction ,การ hyperventilation ในผู้ป่วย head injury ที่ GCS< 10 ฯลฯ ผู้รับผิดชอบ : แพทย์ , พยาบาล เกณท์ชี้วัด : ผู้ป่วยได้รับการรักษาพยาบาลต่อเนื่อง ตามแผนการรักษาของแพทย์ 4. กิจกรรม : หากผู้ป่วยมีอาการเปลี่ยนแปลงสู่ภาวะวิกฤต ให้การช่วยเหลือในเบื้องต้น หรือขอความช่วยเหลือตามระบบ และนำส่ง รพ. ที่อยู่ใกล้ที่สุด ผู้รับผิดชอบ : พยาบาล เกณท์ชี้วัด : ผู้ป่วยได้รับการแก้ไขในเบื้องต้น : การประสานงานและการสนับสนุนซึ่งกันและกัน 5. กิจกรรม : สรุปปัญหา และการให้การพยาบาลผู้ป่วยระหว่างนำส่ง ให้แก่แพทย์หรือพยาบาลที่รับการส่งต่อ ผู้รับผิดชอบ : แพทย์ , พยาบาล เกณท์ชี้วัด : ข้อมูลผู้ป่วยระหว่างนำส่งครบถ้วน : แนวทางในการวางแผนรักษาพยาบาลอย่างต่อเนื่อง เกณท์มาตรฐานการดูแลผู้ป่วยก่อนและระหว่างการนำส่ง - ผู้ป่วยอุบัติเหตุที่มี GCS น้อยกว่า 10 จะต้อง intubated ก่อนนำส่ง - ผู้ป่วย multiple injury ทุกรายควรมี CXR และควรใส่ ICD ก่อนนำส่ง ถ้าสงสัยว่ามี pneumothorax - ผู้ป่วยที่มี hemodynamic instability จะต้องได้รับ IV fluid resuscitation ที่เพียงพอด้วย intravenous canulationขนาดใหญ่เบอร์ 18 ในตำแหน่งที่ไม่ leak - ผู้ป่วยที่มีบาดแผล จะต้องได้ first Aid management อย่างดี โดยเฉพาะบาดแผลที่มีเลือดออกควรทำให้เลือดหยุดก่อนนำส่ง - ผู้ป่วยที่มีกระดูกหัก จะต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลศูนย์ภายใน 6 ชั่วโมง - ผู้ป่วยที่มีอาการหนัก จะต้องมีพยาบาลเฝ้าติดตามดูแลระหว่างการนำส่ง - ผู้ป่วยที่ใส่ท่อช่วยหายใจ ควรได้รับการดูแลอย่างถูกต้องเช่น - ได้รับการดูดเสมหะ - Assist ventilation เมื่อผู้ป่วยหายใจเองได้ไม่พอ - ผู้ป่วย head injury GCS<10 ที่ได้รับการใส่ Endotracheal tube แม้จะหายใจเองได้ ก็ควร hyperventilationทุกราย เพื่อช่วยลดภาวะ increase intracranial pressure - ผู้ป่วยที่มี blunt injury เหนือ clavicle ควรใส่ hard collar ก่อนการนำส่ง 6.5.2 จัดทำบัญชีแยกประเภท อุปกรณ์การแพทย์ ยา เคมีภัณฑ์ ทรัพย์สิน และเอกสารสำคัญ ฯลฯ สิ่งของที่สำคัญที่สุด บรรจุในตู้หรือลิ้นชักเหล็กอย่างเบา แล้วติดสติกเกอร์สีเหลืองมะนาว ซึ่งระบุหมาย เลขทรัพย์สิน ที่ตั้ง และ ผู้รับผิดชอบในการ เคลื่อนย้าย 3 คนต่อ 1 ชิ้น ของแต่ละห้อง ผู้ที่ไม่มีชื่ออยู่ใน Sticker ห้ามยกย้ายโดยเด็ดขาด ซึ่งจะทำให้ทรัพย์สินที่จะได้รับการเคลื่อนย้ายมีอยู่ ไม่มากนัก เพราะขึ้นอยู่กับจำนวนเจ้าหน้าที่ทั้งหมด ( สูตร : 20% ของเจ้าหน้าที่(ทีมเคลื่อนย้ายฯ-กู้ชีพ) หารด้วย 3 (คือเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบครอบคลุมเวลา 24 ชม.= จำนวนทรัพย์สินสำคัญที่ จะเคลื่อนย้ายได้ )
1. หัวหน้ากลุ่มงานฯ/หน่วยงานจัดทำบัญชีแยกประเภทวัสดุไว้ 2. กำหนดผู้รับผิดชอบในการเคลื่อนย้ายสิ่งของแต่ละชิ้นและจัดอยู่ในกลุ่มเคลื่อนย้ายทรัพย์สิน-กู้ชีพ( ห้ามกลับเข้ามาย้ายทรัพย์สินรอบสอง ) 3.เตรียมถุงพลาสติกใสอย่างหนา,เหนียวที่มีเครื่องหมายหรือชื่อของหน่วยงานเพื่อบรรจุสิ่งของแยกชิ้น 6.5.3 วัสดุครุภัณฑ์อื่นๆ 1. กำหนดประเภทของที่ต้องเก็บรักษา ต้องย้ายหนีไฟ 2. ประเภทของทิ้งได้ 3. ประเภทของที่ต้องควบคุมอย่างรัดกุม เนื่องจากเป็นเชื้อเพลิง วิธีปฏิบัติ 1. หัวหน้ากลุ่มงานฯ /หน่วยงานจัดทำบัญชี และสัญลักษณ์ที่มองเห็นได้ง่าย เอาไว้ 2. กำหนดผู้รับผิดชอบในการเคลื่อนย้ายสิ่งของแต่ละชิ้น 3. มีถุงพลาสติกที่มีเครื่องหมายหรือชื่อของหน่วยงานเพื่อบรรจุสิ่งของแยกชิ้น 6.6 ขอบเขตปฏิบัติการเฉพาะแผน แผนอัคคี ( เริ่มเกิดเพลิงไหม้ ) 1. ทันทีที่ได้รับทราบการเกิดเหตุเพลิงไหม้ สมาชิกหน่วยปฏิบัติการแผนฉุกเฉิน(ERT) จะต้องปฏิบัติตาม”แผนอัคคี” ทันที 2. ผู้ช่วยผู้บัญชาการ 2 (Fire Marshal) ปฏิบัติหน้าที่ ณ จุดเกิดเหตุ โดยทันที พร้อมประเมินสถานการณ์และรายงานไปยัง ผบ.แผน ที่ บก.แผน - ต้องการกำลังสมทบเพิ่มเติม (คน, อุปกรณ์) หรือไม่ เพื่อควบคุมเหตุฉุกเฉิน ไม่ให้ลุกลามไป - จะต้องทำการอพยพผู้ป่วยและบุคลากรไปจุดปลอดภัยหรือไม่ - เสนอผู้บัญชาการแผนฉุกเฉินเพื่อประกาศใช้แผนฉุกเฉิน หรือยุติแผนฯ - ดูแลเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงาน ณ จุดเกิดเหตุให้ปลอดภัย 6.6.1สถานที่ที่เกี่ยวข้องกับการเกิดเหตุ ( พื้นที่ฉุกเฉิน ) ประกอบด้วย 6 จุดด้วยกันคือ 1. จุดที่เกิดเหตุ ( Immediate Danger Area ) - มีสถานการณ์คับขัน แล้วแต่ลักษณะการลุกไหม้ของไฟทีเกิดขึ้น - การปฏิบัติการจะต้องรวดเร็วและถูกต้อง โดยยึดหลักว่าให้มีความปลอดภัยสูงสุด การสูญเสียน้อยที่สุดและปฏิบัติได้คล่องตัว - หลักการคือ ผู้ที่อยู่ใกล้ไฟหรืออุปกรณ์ใกล้ไฟ ต้องรีบนำออกมาก่อน เพื่อดับเพลิงเบื้องต้นให้เร็ว ที่สุดขณะเดียวกันให้พิจารณาถึงความปลอดภัย ในชีวิตผู้ป่วยให้มากเป็นอันดับหนึ่ง - ปัญหาแทรกซ้อนคือ ความตื่นตระหนกตกใจของผู้ป่วย ทำให้ควบคุมสติอารมณ์ไม่ได้ หรือบางรายมีอาการแทรกซ้อนของหัวใจขึ้นมาได้ - การปฏิบัติการอันดับแรกคือ การแจ้งเหตุ ต่อมาคือเตรียมพร้อมอพยพคน-การประสานงาน โดยผู้ที่เป็นบุคลากรตามแผนฉุกเฉินในจุดเกิดเหตุนั้นๆ จะต้องดำเนินการตามขั้นตอนของแผน 2. พื้นที่อันตราย ( Danger Area )(จุดใกล้เคียงที่เกิดเหตุ) สถานการณ์ย่อมตึงเครียด - สิ่งที่ต้องทำคือ การเคลื่อนย้ายหรือควบคุมสิ่งต่างๆที่เป็นเชื้อเพลิงไม่ให้ติดต่อลุกลาม - เตรียมการเคลื่อนย้ายทรัพย์สิน และผู้ป่วยไปยังที่จุดรวมพล - ส่งคนไปช่วยที่จุดเกิดเหตุ ก่อนเข้าบริเวณต้องนำป้ายชื่อประจำตัว หยอดลงในกล่อง ERT Box และที่ควรคำนึงถึงคือญาติผู้ป่วย ซึ่งจะต้องควบคุม และอพยพคนเหล่านี้ ให้ไปในที่ปลอดภัย บางครั้งอาจต้องขอความช่วยเหลือจากญาติผู้ป่วยในการเคลื่อนย้ายอุปกรณ์ หรือตัวผู้ป่วยเอง 3. พื้นที่เสี่ยง (จุดห่างที่เกิดเหตุ) สถานการณ์ไม่ตึงเครียด - จะต้องมีการเตรียมการ รับดูแลผู้ป่วย และอุปกรณ์ต่างๆจากหอผู้ป่วยที่กำลังเกิดเหตุ นำมาฝากไว้ การดูแลความปลอดภัยในตัวตึกเอง การส่งคนไปช่วย กันคนเข้าไปมุงดูที่เกิดเหตุ ซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อการระงับอัคคีภัย และช่วยเหลือผู้ประสบภัย 4. จุดปลอดภัย ( Safe Area ) 5. จุดรวมพล ( Assembly Area ) 6. กองบัญชาการแผนฉุกเฉิน (บก.แผน - Emergency Response Room ) |
||
|
6.6.2 การควบคุมเพลิงไหม้เล็กน้อย กรณีเกิดเพลิงไหม้เล็กน้อยสามารถดับเพลิงเองได้เมื่อเจ้าหน้าที่พบเหตุไฟไหม้ให้ปฏิบัติดังนี้ 1. ตั้งสติให้ดี ควบคุมอารมณ์ และจิตใจให้สงบ 2. แจ้งเหตุให้คนใกล้ชิดทราบ แล้วแจ้งไปยังกองบัญชาการแผนฉุกเฉิน ( บก.แผนฯ) 3. ดำเนินการระงับเหตุไฟไหม้เบื้องต้นอย่างปลอดภัยไม่เสี่ยง (ห้ามดับไฟโดยลำพัง Don’t fight fire alone) 4. ห้ามเปิดหน้าต่างในขณะเกิดไฟไหม้เป็นอันขาดเพื่อไม่ให้ออกซิเจนเข้ามาบริเวน ณ จุดเกิดเหตุ (ยกเว้นผู้เชี่ยวชาญซึ่งมีอุปกรณ์พร้อมการผจญเพลิง) 5. หัวหน้าหน่วยงานแจ้งให้เจ้าหน้าที่ในหน่วยงานทราบและปฏิบัติตามแผนฯร่วมกับ Fire Marshal ทีมดับเพลิงและช่างฉุกเฉิน 6. หยุดการใช้ไฟฟ้า และตัดวงจรไฟฟ้าในพื้นที่ 7. ควบคุมวัสดุเชื้อเพลิง เช่น สำลี กระดาษ ผ้า Alcohol ไม่ให้ติดต่อลุกลาม 8. ปิดวาล์วก๊าซต่างๆ ทั้งหมด 9. ใช้เครื่องดับเพลิงที่มีประจำในหน่วยงาน และหน่วยงานข้างเคียงที่ใกล้ที่สุดให้ช่วยนำอุปกรณ์ดับเพลิงมาระงับเหตุ 10. เตรียมพร้อมเพื่อการอพยพเคลื่อนย้าย 11. หัวหน้าหน่วยงานร่วมกับผู้บัญชาการแผนฉุกเฉิน รายงานผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น 6.6.3 การควบคุมเพลิงไหม้รุนแรง “แผนฉุกเฉิน” เหตุการณ์เพลิงไหม้รุนแรงมากเกินกว่าจะดับได้ทัน 1. หน่วยงานเจ้าของพื้นที่ต้นเพลิง - ควบคุมเพลิงเบื้องต้นตามข้อ 6.6.2 - Fire Marshal รายงานผู้บัญชาการแผนฉุกเฉิน เพื่อเสนอประกาศใช้แผนฉุกเฉิน * ออกคำสั่งใช้แผนฉุกเฉิน โดย ผบ.แผน - ยุติการรักษาและกิจกรรมอื่น ๆ ที่ไม่จำเป็นทุกชนิดเพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมาย และคัดกรองผู้ป่วย(ซึ่งควรคัดกรองไว้แล้วตามปกติ) เพื่อการอพยพ * ดำเนินการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยไปยังสถานที่ที่กำหนดไว้ โดยเริ่มจากกลุ่มผู้ป่วย ประเภทแดง, เหลือง, เขียว ตามลำดับ * จุดรวมพล 1 ตามที่ ผบ.แผนฯสั่ง เป็นจุดรองรับผู้ป่วยทุกประเภท ทรัพย์สิน เจ้าหน้าที่ และญาติผู้ป่วย - เจ้าหน้าที่หน่วยงานต้นเพลิง ทีมช่างฉุกเฉิน ทีมดับเพลิง เข้าปฏิบัติการควบคุมเพลิง * ตัดวงจรไฟฟ้าภายในทันที * ควบคุม และจัดการวัสดุเชื้อเพลิงไม่ให้ติดต่อลุกลาม หากทำได้โดยไม่อันตราย * ปิดวาล์วออกซิเจน , ไนตรัสออกไซด์ และ Vacuum - ทีมเคลื่อนย้ายทรัพย์สิน-กู้ชีพ เคลื่อนย้ายทรัพย์สินและอุปกรณ์ช่วยชีวิตที่รับผิดชอบ จากทั้งอาคารตามแนวทางปฏิบัติ ข้อ 6.5.1 * เคลื่อนย้ายสิ่งของ ตามวิธีปฏิบัติข้อ 6.5.2 และ ข้อ 6.5.3 * สถานที่รองรับผู้ป่วย และทรัพย์สิน ได้แก่จุดรวมพลที่ 1 สนามกีฬาเอนกประสงค์ หรือ จุดรวมพลที่ 2 บริเวณสนามหญ้าหน้า รพ. หรือ จุดรวมพลที่ 3 สนามฟุตบอล ตามที่ ผบ.แผนสั่ง 2. กองบัญชาการแผนฉุกเฉิน ( บก.แผน ) * เปิดไฟวับวาบ (เพื่อยืนยันเหตุ และเป็นที่สังเกตุของคนหูหนวก), ประกาศแผนฉุกเฉิน, กดสัญญาณแจ้งเหตุ (เพื่อคนทุกชาติ ภาษา) โดย เจ้าหน้าที่ บก.แผน - เคลื่อนย้ายบก.แผนไปที่จุดรวมพลตามคำสั่ง ผบ.แผน - ประสานงานขอรับการสนับสนุนการช่วยเหลือจากหน่วยงานภายนอก - อำนวยความสะดวกและประสานงานการดับเพลิง กู้ภัย การเคลื่อนย้ายผู้คน จัด การจราจรและรักษาความปลอดภัย - ประสานกับหัวหน้าทีมต่างๆ เพื่อการปฏิบัติหน้าที่ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด - แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเพื่อให้การปฏิบัติการรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพสูงสุด - เมื่อเหตุการณ์สงบลง ประกาศสิ้นสุดแผนฉุกเฉิน - ร่วมกับ Fire Marshal และหน่วยงานเจ้าของพื้นที่ต้นเพลิง ประเมินความเสียหาย เพื่อสรุป ให้ผู้บังคับบัญชา 3. หน่วยงานอื่นๆ - เตรียมความพร้อมผู้ป่วย อุปกรณ์การแพทย์ ยา และเคมีภัณฑ์ ตามแผนฯ - หอผู้ป่วยใกล้เคียง เตรียมพื้นที่รองรับผู้ป่วยประเภท 1 และ ประเภท 2 จากหอผู้ป่วยต้นเพลิง - งดผ่าตัดผู้ป่วยที่ยังไม่เริ่ม - กรณีที่กำลังผ่าตัด ผ่าตัดต่อให้เสร็จโดยเร็ว ด้วยวิธีที่ง่ายและไม่เป็นผลเสียต่อผู้ป่วย โดย ผู้ป่วยอาจต้องมาผ่าตัดขั้นสุดท้ายในภายหลัง - เตรียมห้องผ่าตัด เพื่อรองรับผู้ป่วยที่อาจต้องการรักษา จากหน่วยงานต้นเพลิง - เจ้าหน้าที่ที่เหลือให้ระดมกันไปช่วยเคลื่อนย้ายผู้ป่วยจากหน่วยงานต้นเพลิง ตามที่ ได้รับมอบหมาย(ต้องหยอดบัตรประจำตัวลงกล่อง ERT Box ก่อนเข้าพื้นที่ 4. บุคลากรในแต่ละหน่วยงาน มีหน้าที่ 1. บทบาทแพทย์เมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้ - งดตรวจผู้ป่วยนอก - หยุดการผ่าตัด โดยวิธีการ Damage control และให้ผู้ป่วยฟื้นทันที - ยุติการกระตุ้นคลอด หรือดำเนินการคลอดให้สิ้นสุดด้วยวิธีการที่เหมาะสม - เข้าประจำการจุดต่างๆ เพื่อปฏิบัติตามแผนฉุกเฉิน ของหน่วยงาน 2. หัวหน้าตึกผู้ป่วยใน / ตึกผ่าตัด (ทีมเช็คชีวิต-ติดต่อ) - ร่วมประจำหอผู้ป่วยที่ตนเองมีผู้ป่วยดูแล มอบหมายงานให้ผู้ช่วยเหลือ - แยกประเภทผู้ป่วยที่คัดกรองไว้แล้วอย่างชัดเจน และเตรียมปฏิบัติตามข้อ 7.5.1 - วิสัญญีพยาบาล พร้อมอุปกรณ์ช่วยหายใจ เข้าช่วยเหลือผู้ป่วยเพื่อการเคลื่อนย้าย * หายใจเอง ลุกนั่งยืนได้เอง [ ประเภท 3 (สีเขียว)] ช่วยตัวเอง * หายใจเองได้ แต่ลุกเดินไม่ได้ [ ประเภท 2 (สีเหลือง)] คนงาน, ญาติ 4 คน/ผู้ป่วย 1 คน * หายใจเองไม่ได้ [ ประเภท 1 (สีแดง)] พยาบาล, คนงาน, ญาติ รวม 5 คน/ผู้ป่วย 1 คน 3. แพทย์ประจำตึกผู้ป่วยอุบัติเหตุฉุกเฉิน, เจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการ, เจ้าหน้าที่เอกซเรย์, ห้องทันตกรรม - ยุติการตรวจ และการรักษาที่ไม่จำเป็นทุกชนิด - ดูแลการสั่งการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยและสิ่งของตามข้อ 6.5.2 และข้อ 6.5.3 - เตรียมพื้นที่ที่จุดรวมพล เพื่อรองรับผู้ป่วยที่เคลื่อนย้ายมา 4. พยาบาลหอผู้ป่วยใน - แจ้งเจ้าหน้าที่ในหอผู้ป่วย ผู้ป่วย ญาติและควบคุมอย่าให้มีการชุลมุน - ยุติการรักษาที่ไม่จำเป็นต่อการมีชีพ เช่น การให้สารละลายทางเส้นเลือด การทำ EKG - เตรียมผู้ป่วยที่ต้องเฝ้าระวังในการเคลื่อนย้าย ได้แก่ ผู้ป่วยประเภท 1 สีแดง และประเภท 2 สีเหลือง - เตรียมการดูแลในสถานการณ์ที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ - จัดแบ่งคนงาน เจ้าหน้าที่รับผิดชอบ (เช็คชีวิต-ติดต่อ) ช่วยเหลือผู้ป่วย แยกตามประเภท - กลุ่มประเภท 1 สีแดง และประเภท 2 สีเหลือง ให้ญาติและเจ้าหน้าที่ ช่วยเคลื่อนย้าย - กลุ่มประเภท 3 สีเขียว ให้ช่วยเหลือตัวเอง หรือให้ผู้ป่วยประเภท3 ช่วยเคลื่อนย้ายผู้ป่วยกลุ่มประเภท 1 สีแดง และประเภท 2 เหลือง - ดูแลควบคุมเจ้าหน้าที่ หรือคนงานรับผิดชอบอุปกรณ์การแพทย์ และสิ่งของตาม ข้อ 6.5.2 และข้อ 6.5.3 - อพยพผู้ป่วย ญาติ และเจ้าหน้าที่ออกทางหนีไฟ หรือทางออกฉุกเฉิน 5. พยาบาลผู้ป่วยนอก และพยาบาลตึกอุบัติเหตุฉุกเฉิน - ประกาศให้ผู้ป่วยและญาติที่มาตรวจรักษารับทราบ - ผู้ป่วยหนักใน ER จัดเจ้าหน้าที่ร่วมกับญาติช่วยการเคลื่อนย้าย - จัดแยกประเภทอุปกรณ์การแพทย์ ยา และเคมีภัณฑ์ ตามข้อ 6.5.2, ข้อ 6.5.3 และ เคลื่อนย้ายไปยังจุดเก็บรักษา 6. เภสัชกร เจ้าหน้าที่ห้องยา - แบ่งพื้นที่รับผิดชอบตามคำสั่ง - ควบคุมร่วมกับคนงาน เจ้าหน้าที่ เคลื่อนย้ายเวชภัณฑ์ที่ได้รับมอบหมายออกจากคลัง 7. เจ้าหน้าที่ธุรการ การเงิน ห้องบัตร - เก็บเอกสารสำคัญมาก และสามารถนำออกได้ง่าย 8. คนงานพนักงานช่วยเหลือคนไข้( เวรเปล ) - ช่วยเหลือผู้ป่วยประเภท 1 และประเภท 2 ในการเคลื่อนย้าย - รับผิดชอบเคลื่อนย้ายสิ่งของต่างๆ ตามที่ได้รับมอบหมาย 9. หน่วยงานอื่นๆ - ปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมาย ลำดับก่อนหลังการเคลื่อนย้าย - ชั้นล่างสุดให้เคลื่อนย้ายทันที ที่ประกาศแผนฉุกเฉิน โดยไม่กีดขวางชั้นอันตราย - ชั้นเกิดเพลิงไหม้ลงก่อน - ชั้นสูงจากชั้นต้นเพลิงทีละชั้นจนถึงชั้นบนสุด ให้เคลื่อนย้ายผู้ป่วยและญาติ ออกทางออกฉุกเฉินที่ปลอดภัย - ชั้นต่ำกว่าชั้นต้นเพลิงทีละชั้นจนหมด - คนสุดท้ายของแต่ละชั้น ให้สัญญาณชั้นถัดไป พร้อมตรวจสอบผู้ติดค้าง และทำเครื่องหมายกากบาทพร้อม เซ็นต์ชื่อกำกับด้วยปากกาเมจิก ก่อนออกจากพื้นที่อันตราย ต้องนำป้ายชื่อผู้เข้าช่วยเหลือจากภายนอกในกล่อง ERT Box ออกมาเช็คชื่อด้วย - ไม่มีการย้อนกลับเข้าอาคารอีก วิธีการเคลื่อนย้าย 1. ใช้วัสดุที่มีอยู่ เช่น เปลสนาม รถนอน รถนั่ง เปลอ่อน(Soft Stretcher) ผ้าห่ม ลงจากอาคารตามที่ฝึกซ้อม 2. กำหนดทิศทางในการเคลื่อนย้าย เมื่อมีประกาศใช้แผนให้เคลื่อนย้ายผู้ป่วยและอุปกรณ์ดังนี้ 2.1 ให้เคลื่อนย้ายลงจากชั้นที่เกิดเหตุ จากหน้า หรือหลังชั้นของอาคาร 2.2 การเคลื่อนย้ายไปในทิศทางตรงข้ามกับไฟ โดยใช้ช่องทางที่โล่งกว้างและใช้ทางออกฉุกเฉิน 2.3 ให้ดำเนินการย้ายผู้ป่วยเป็นอันดับแรกและพิจารณาเคลื่อนย้ายอุปกรณ์เป็นอันดับถัดไป 2.4 เมื่อออกจากตัวอาคารหรืออยู่ในเขตพื้นที่ปลอดภัยให้ทำการตรวจเช็คจำนวนสมาชิกในชั้นว่าครบหรือไม่ เพื่อจะได้แจ้งกับเจ้าหน้าที่ต่อไป การหนีไฟอย่างปลอดภัยและไม่สำลักควัน 1. การหนีไฟควรหนีไฟทางทางออกฉุกเฉิน( หรือบันไดหนีไฟ ) ที่ใกล้ที่สุด , ห้ามใช้ลิฟท์ขณะเกิดไฟไหม้ 2. ถ้าจำเป็นต้องฝ่าควันไฟให้หมอบคลานโดยแนบใบหน้าให้ชิดกับพื้นมากที่สุดจะทำให้ไม่สำลักควัน 3. ใช้ผ้าชุบน้ำหมาดๆปิดจมูกจะช่วยไม่ให้สำลักควัน แต่ยังขาดออกซิเจน และแสบตา 4. ผ่อนลมหายใจเข้าออกสั้นๆ อย่าพยายามกลั้นหายใจเพราะจะทำให้เกิดการสูดลมหายใจที่แรงซึ่งทำให้สำลักควัน 5. หาถุงพลาสติก ตักอากาศแล้วคลุมศีรษะฝ่าควัน(ห้ามฝ่าไฟ)ซึ่งจะมีออกซิเจนในการหายใจ และไม่แสบตา, แต่จะใช้ได้ประมาณ 2-3 นาทีเท่านั้น ข้อไม่ควรปฏิบัติเมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้ 1. อย่าใช้เวลานานในการเก็บทรัพย์สินหรือเอกสารส่วนตัว 2. อย่าอยู่ในห้องน้ำเพื่อเอาน้ำไว้ลดความร้อน 3. อย่าวิ่ง ให้เดินเร็ว ในระหว่างอยู่ในบันไดหนีไฟ 4. อย่าก่อความสับสนอลหม่าน โดยการส่งเสียงเอะอะโวยวาย โดยไม่จำเป็น 5. ไม่ควรหนีไฟทันทีเมื่อได้ยินสัญญาณฉุกเฉิน ควรฟังรายละเอียดจุดอันตราย และจุดรวมพลก่อน เพื่อจะได้ปฏิบัติตัวได้อย่างถูกต้อง 6.6.4 แผนปฏิบัติการเมื่อเพลิงสงบ (ดูเนื้อหาในบทที่ 8) 6.7 การป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมขณะเกิดเหตุเพลิงไหม้ 1. พนักงานรักษาความปลอดภัย กั้นน้ำจากการดับเพลิงไม่ให้ไหลลงสู่ทางระบายน้ำสาธารณะโดยใช้กระสอบทรายปิดทางระบายน้ำ 2. พนักงานรักษาความปลอดภัยสูบน้ำจากการดับเพลิงจากรางระบายน้ำฝนลงระบบบำบัดน้ำเสีย 3. พนักงานสวน , สนาม ดำเนินการจัดการขยะตามระเบียบปฏิบัติเรื่องการจัดการขยะ 6.8 แผนปฏิบัติเมื่อเกิดเพลิงไหม้บริเวณบ้านพักของเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล 1. การประกาศใช้แผน ดำเนินการเหมือนกับขั้นตอนในการดำเนินการเมื่อเกิดเพลิงไหม้ในหอผู้ป่วยและอาคารบริการ แต่ผู้รายงานคือเจ้าของบ้านหรือผู้ประสบเหตุคนแรก 2. การดับเพลิงเบื้องต้น 2.1 เจ้าของบ้านหรือเพื่อนบ้านดำเนินการตัดไฟฟ้า ภายในบ้านพักนั้น 2.2 เจ้าของบ้านหรือเพื่อนบ้านทำการดับเพลิงเบื้องต้นด้วยอุปกรณ์ดับเพลิงที่มีอยู่ในบริเวณนั้น 2.3 เจ้าหน้าที่ดับเพลิงของโรงพยาบาลเมื่อได้ยินประกาศแผนให้รีบไปยังที่เกิดเหตุเพลิงไหม้พร้อม ด้วยอุปกรณ์ในการดับเพลิง ได้แก่ เครื่องดับเพลิงแบบมือถือ และอุปกรณ์อื่น ๆ เพื่อดำเนินการ ดับเพลิง ตัดต้นเพลิง และให้ความช่วยเหลือ ในการดับเพลิงแก่หน่วยงานภายนอก และจัดเตรียมแหล่งน้ำในการดับเพลิงโดยช่างฉุกเฉิน 3. การขนย้ายทรัพย์สิน 3.1 เจ้าของบ้านและเพื่อนบ้านช่วยกันขนย้ายทรัพย์สิน 3.2 เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลที่ไม่ติดการให้บริการบนอาคารผู้ป่วยไปช่วยในการขนย้ายทรัพย์สินตามสมควร 6.9 หน่วยงานสนับสนุน 1. หน่วยช่วยเหลือเมื่อเกิดอัคคีภัย - สถานีตำรวจภูธรอำเภอสามง่าม โทร. 056-691242 - เทศบาลตำบลสามง่าม โทร. 056-665560 - เทศบาลตำบลกำแพงดิน โทร. 056-673222 - การไฟฟ้าสามง่าม โทร. 056-691230, 056-691235, 056-253 - เทศบาลเมืองพิจิตร โทร. 056-611287, 056-613090, 056-613093-7 - ดับเพลิงเทศบาลพิจิตร โทร. 056-611306 - หน่วยบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดพิจิตร โทร. 056-612169 - หน่วยบรรเทาสาธารณภัย มูลนิธิสามัคคีกุศลสถานสงเคราะห์ โทร. 056-611292, 056-6113376 - หน่วยบรรเทาสาธารณภัยหน่วยกู้ภัยทางหลวง มูลนิธิไพฑูรย์ แก้วทอง โทร. 056-656038 2. องค์กรทางการแพทย์ที่ขอเชิญเป็นเครือข่าย โรงพยาบาลในเครือข่าย - โรงพยาบาลพิจิตร โทร. 056-611230, 056-61296, 056-611355 - โรงพยาบาลวชิรบารมี โทร. - โรงพยาบาลโพธิ์ประทับช้าง โทร. 056-689081, 056-689331 -โรงพยาบาลวังทรายพูน โทร. 056-695123 - โรงพยาบาลบางกระทุ่ม โทร. 055-391061-2 |
INDEX
<<
[1] [2]
[3] [4]
[5] [6]
[7] [8]
[9] [10]
[11] [12]
>>
![]()