ลำดับที ่5 บทที่ 3

ความรู้เรื่องก๊าซและสารเคมีที่ใช้ในโรงพยาบาล

Update

A01

A02

A02-E

A03

A04

A05

A06

A07

A08

A09

A10

A11

A12

A13

A14

A15

A16

A17

A18

A19

A20

A21

A22

A23

A24

A25

A26

A27

A28

A29

A30

A31

A32

A33

A34

A35

 

    3.1 ภยันตรายที่เกิดขึ้น

ก๊าซและสารเคมี ที่มีในโรงพยาบาลมีอยู่หลายรูปแบบและต่างชนิดกัน ซึ่งมีทั้งประโยชน์และโทษอันร้ายแรง จากเหตุการณ์จริง

เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2544 ตามรายงานข่าวจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เกิดการระเบิดของก๊าซออกซิเจน .บางปะอิน

.พระนครศรีอยุธยา จากความประมาทของคนส่งออกซิเจนที่ไม่ใช้ฝาครอบถังระหว่างลำเลียงถังลงจากรถบรรทุก 6 ล้อ ทำถัง

ออกซิเจนร่วงกระแทกขอบกระบะรถอย่างแรง จนวาล์วหลุดกระเด็นตกใส่พื้นปูนระเบิดสนั่นหวั่นไหว แรงระเบิดฉีกร่างลูกจ้างบริษัท

ขายก๊าซตายอนาถ 2 ศพ คนแรกสภาพศพใบหน้าเละ กระโหลกเปิด มันสมองปนเลือดกระจายเปรอะเต็มรถ ส่วนอีกคนแรงระเบิด

หอบร่างลอยละลิ่วกลางอากาศ กระเด็นไปรอบ 20 เมตร ท้องแตก ไส้ทะลักออกมากองอยู่ข้างนอก มือซ้ายตั้งแต่ข้อศอกขาดสะบั้น

ตามตัวแขนขามีแผลเหวอะหวะ และบาดเจ็บสาหัสอีก 2 ราย อาคารพาณิชย์ รถปิกอัพพังยับเยินเป็นแถบ

 

เหตุการณ์ต่อมา วันที่ 26 กรกฎาคม พ.. 2544  ที่โรงพยาบาลศรีสะเกษ เกิดระเบิดขึ้นที่ออกซิเจน เครื่องช่วย

หายใจ และลามไปจนครบ 10 เครื่อง ทำให้ไฟลุกไหม้อย่างรวดเร็ว จนไฟลุกท่วมทั้งห้อง หมอ พยาบาล ชาวบ้าน ต้องช่วยเข็นเตียง

คนไข้หนีตายจ้าละหวั่น โชคดีไม่มีคนเจ็บ ตาย  รวมค่าเสียหายประมาณ 5 ล้านบาท และอีกเหตุการณ์หนึ่งเมื่อเร็ว ๆ นี้ วันที่

10 สิงหาคม พ.. 2544 ที่โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ เกิดเหตุระเบิดขึ้นที่ห้องปฏิบัติการเคมี จากน้ำยาเคมีปฏิกิริยา

กันของกรดซัลฟูริก แล้วเกิดการระเบิดกลายเป็นเปลวเพลิงลุกไหม้มีควันดำทะมึนปนสีเหลืองพวยพุ่งออกมา อาจารย์ นักศึกษา และ

เจ้าหน้าที่ ประมาณ 200 คน พากันตื่นตกใจวิ่งหนีโกลาหลแทบจะเหยียบกันตาย หลังเกิดเหตุ พบนักวิทยาศาสตร์ 2 คน สูดควันพิษ

เข้าร่างกาย ทำให้แน่นหน้าอกหายใจไม่ออก ถูกนำส่งโรงพยาบาล ส่วนค่าเสียหายของอุปกรณ์ในห้องบางส่วนเป็นเงินประมาณ

5,000 บาท

 

สำหรับภายในโรงพยาบาลชามะนาว มีการใช้ก๊าซและสารเคมีมากมายหลายชนิด ซึ่งถ้าผู้ปฏิบัติเก็บรักษาและมีวิธีการใช้ที่ไม่ถูกต้อง

ก๊าซและสารเคมีนั้นก็อาจจะกลายเป็นเชื้อเพลิง ที่จะทำให้เกิดเหตุการณ์ภัยแรงตามที่กล่าวมาแล้วดังกล่าว ดังนั้น ทางโรงพยาบาล

ชามะนาว จึงต้องการให้ผู้ปฏิบัติงานทราบถึงวิธีการรักษา การนำมาใช้ประโยชน์ และการป้องกันอันตราย  อย่างถูกต้องและปลอดภัย

เพื่อเป็นการป้องกันเหตุการณ์ร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้น ทางคณะทำงานจึงได้ดำเนินการรวบรวมรายละเอียดของก๊าซ และสารเคมีต่าง

ที่เจ้าหน้าที่ควรทราบ ซึ่งมีรายการดังต่อไปนี้

     

    3.2   ก๊าซและสารเคมีที่ใช้ในโรงพยาบาล

     

ชื่อสารเคมี

ประโยชน์

หน่วยงานที่ใช้

ก๊าซ

 

 

1.คาร์บอนไดออกไซด์ ( Carbondioxide )

นำมาใช้ในการผ่าตัดช่องท้องและนำมาใช้ใน

การดับเพลิง

งานห้องผ่าตัด

2.คลอโรฟลูออโรคาร์บอน(Chlorofluorocarbon )

เติมน้ำยาเครื่องปรับอากาศ

งานซ่อมบำรุง

3.Gas หุงต้ม LPG. ( Liquid Petroleum Gas )

เชื้อเพลิงหุงต้ม,สเปรย์หัวกรอ

งานโภชนาการ,

ทันตกรรม

4.ไนตรัสออกไซด์  ( Nitrous Oxide )

สามารถนำสลบได้เร็วและตื่นจากสลบเร็ว

งานห้องผ่าตัด

5.ออกซิเจน ( Oxygen Gas )

ใช้ในการช่วยหายใจ

งานหอผู้ป่วยต่างๆ

6.เอทิลินอออกไซด์  ( Ethylene Oxide )

ฆ่าเชื้อโรคกับอุปกรณ์ทางการแพทย์

งานจ่ายกลาง

ของเหลวไวไฟ

 

 

1.Alcohol 95%, Alcohol 70%(แอลกอฮอล์)

ใช้เป็น Antiseptic ( ยาฆ่าเชื้อโรค )

งานหอผู้ป่วยต่างๆ

2.Acetone  ( อะซีโตน )

ใช้เตรียมสารเคมีตรวจวิเคราะห์

งานชันสูตร

3.Benzoin Tincture ( เบนซอยด์ ทิงเจอร์ )

ใช้เป็น Antiseptic( ยาฆ่าเชื้อโรค )

งานหอผู้ป่วยต่างๆ

4.Dicloromethane ( ไดคลอโรมีเทน )

ใช้เตรียมสารเคมีตรวจวิเคราะห์

งานชันสูตร

5.Ethyl acetate  ( เอทธิล อะซิเตท )

ใช้เตรียมสารเคมีตรวจวิเคราะห์

งานชันสูตร

6.Formaldehyde ( ฟอร์มาลดีไฮด์ )

ยาฉีดศพ

งานหอผู้ป่วยต่างๆ

7.Fuel Oil  ( น้ำมันเชื้อเพลิง )

เชื้อเพลิงเครื่องยนต์,เตาเผาขยะ

งานซักฟอก

8.Methanol  ( เมทานอล )

ย้อมสไลด์ ( ชันสูตร )

งานชันสูตร

9.n-Amyl alcohol  ( เอมิลแอลกอฮอล์)

ใช้เตรียมสารเคมีตรวจวิเคราะห์

งานชันสูตร

10.Paint   ( สี )

งานซ่อมแซมและงานศิลป์

งานซ่อมบำรุง

11.Tinner ( ทินเนอร์ )

ล้างทำความสะอาดสี

งานซ่อมบำรุง

สารเป็นพิษและติดไฟ

 

 

1. Acetic Acid  ( อะซีติค แอซิด )

ใช้ทำความสะอาดแผล, ล้างเครื่องไตเทียม, ผลิตยา

งานศัลยกรรม,งาน

ไตเทียม,เภสัชกรรม

สารเป็นพิษ ไม่ติดไฟ

 

 

1. Ammonium Carbonate (แอมโมเนียม คาบอเนต)

ผลิตยา , ยาสูดดมแก้วิงเวียน

เภสัชกรรม

2. Benzyl benzoate ( เบนซิล เบนโซเอต )

ยาฆ่าเหา

เภสัชกรรม

3. Chlorhexidine gluconate (คลอเฮกซิดีนกลูโคเนต )

น้ำยาฆ่าเชื้อ

งานทันตกรรม

4. Chlorine Powder ( คลอรีน พาวเดอร์ )

ใช้เป็นผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อ

งานซ่อมบำรุง

5. Chloroform  ( คลอโรฟอร์ม )

ใช้เตรียมสารเคมีตรวจวิเคราะห์

งานชันสูตร

6.Copper (II) sulfatepentahydrate( คอปเปอร์ ซัลเฟตเพนต่ไฮเดรต )

ใช้เตรียมสารเคมีตรวจวิเคราะห์

งานชันสูตร

7.Di-Ammoniumoxalate- Monohydrate( ได แอมโมเนียมออกซาเลต โมโนไฮเดรต )

ใช้เตรียมสารเคมีตรวจวิเคราะห์

งานชันสูตร

8.Glutaraldehyde ( กลูตาราลดีไฮด์ )

น้ำยาฆ่าเชื้อ

ห้องผ่าตัด

9.Iodophor (Iodine Complex) ( ไอโอโดฟอร์ )

น้ำยาฆ่าเชื้อ

เด็ก  และห้องผ่าตัด

10.N,N-Dimethyl-1,4-phenylendiammonium เอ็น เอ็น ไดเมทธิล วันโฟร์ พีนีลเอ็นไดแอมโมเนียม

ใช้เตรียมสารเคมีตรวจวิเคราะห์

งานชันสูตร

11.Sodium hypochlorite โซเดียมไฮโปครอไรด์

น้ำยาฆ่าเชื้อทำความสะอาด

งานชันสูตร

สารเป็นพิษและกัดกร่อน

 

 

1.Hydrochloric acid  (ไฮโดรคลอริค แอซิด)

น้ำยาทำความสะอาด และเครื่องกรองน้ำ

งานซ่อมบำรุง

2.Mono Ethanolamine  โมโนเอทธาโนลามีน

ผลิตยา

เภสัชกรรม

3.Silver Nitrate  ( ซิลเวอร์ ไนเตรต )

ผลิตยา

เภสัชกรรม

4.Sulfuric acid  ( ซัลฟิวริค แอซิด )

ผลิตยา

เภสัชกรรม

5.Trichoroacetic acid ไตรคอโรอะซิติคแอซิด

ผลิตยา

เภสัชกรรม

6.Triethanolamine (ไตรเอทธาโนลามีน)

ผลิตยา

เภสัชกรรม

สารเคมีอันตรายอื่น ๆ

 

 

1.Halothane inhalor  ฮาโลเทน อินแฮลเลอร์

น้ำยาดมสลบชนิดระเหยได้

งานห้องผ่าตัด

2.Mercury (ปรอท)   ( เมอร์คิวรี่ )

งานทันตกรรม , เครื่องวัดความดัน , ปรอทวัดไข้

งานบริการผู้ป่วย

 

 สำหรับภายในโรงพยาบาลชามะนาว มีการใช้ก๊าซและสารเคมีมากมายหลายชนิด ซึ่งถ้าผู้ปฏิบัติเก็บรักษาและมีวิธีการใช้ที่ไม่ถูกต้อง ก๊าซและสารเคมีนั้นก็อาจจะกลายเป็นเชื้อเพลิง ที่จะทำให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงตามที่กล่าวมาแล้วดังกล่าว ดังนั้น ทางโรงพยาบาล

ชามะนาว จึงต้องการให้ผู้ปฏิบัติงานทราบถึงวิธีการเก็บรักษา การนำมาใช้ประโยชน์และการป้องกันอันตราย อย่างถูกต้องและ

ปลอดภัยเพื่อเป็นการป้องกันเหตุการณ์ร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้น ทางคณะทำงานจึงได้ดำเนินการรวบรวมรายละเอียดของก๊าซและ

สารเคมีต่าง ๆ ที่เจ้าหน้าที่ควรทราบ ซึ่งมีรายการดังต่อไปนี้

 

ก๊าซหุงต้ม

( ให้ดูรายละเอียด ในบทที่ 2 เรื่อง องค์ความรู้   หัวข้อ 2.5 การใช้ก๊าซหุงต้ม (LPG) อย่างปลอดภัย 10 วิธี  )

 

ก๊าซทางการแพทย์

ชื่อสารเคมี

ประเภทสารเคมี

ประโยชน์

วิธีป้องกันอันตรายจากการใช้

ออกซิเจน

(Oxygen Gas)

 

: ก๊าซ ที่ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น

ไม่มีรส ไม่ติดไฟ แต่ช่วย

ให้ไฟติด มีสถานะเป็น

ก๊าซ และถ้าอัดภายใต้

ความดัน จะเป็นก๊าซเหลว

สีน้ำเงินอ่อน

 

การเก็บรักษา  ให้ห่าง

จากความร้อน ประกายไฟ

และเปลวไฟ

: ใช้ในการช่วยหายใจ

ในรูปของก๊าซ ใช้ร่วม

กับไนตรัสออกไซด์

หรือ ฮาโลเทนในการ

ให้ยาระงับความรู้สึก

: เคลื่อนย้ายถังบรรจุก๊าซ โดยใช้รถ

เข็นมีโซ่คล้อง และฝาครอบ เพื่อป้องกันถังล้ม

: ตรวจสอบดูรอยรั่วของข้อต่อต่างๆ เสมอ

: ติดป้ายบอกห้ามสูบบุหรี่หรือทำให้

เกิดประกายไฟในระยะ 15 เมตร

: ตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าห่างจากถัง หรือ

บริเวณที่เก็บออกซิเจน อย่างน้อย 25 ซม.

: ถ้ามีการรั่วไหล ให้เคลื่อนย้ายสาร

ติดไฟ ออกจากบริเวณนั้น

: เลือกใช้สารเคมีดับเพลิงที่เหมาะ

สมกับสภาวะของเพลิงที่ลุกไหม้  

 

เชื้อเพลิง + ออกซิเจนความเข้มสูง +  ความร้อนถึงระดับ  ---->  ไฟลุก ,การระเบิด, ความร้อนสูงมาก(ละลายโลหะได้)

อย่าคิดว่าออกซิเจนไม่มีอันตราย ……… ห้ามสูบบุหรี่และห้ามจุดประกายไฟในบริเวณที่มีออกซิเจน

( Never Under Estimate Oxygen )

 

ตารางสรุปผลการทดลองคุณสมบัติการติดไฟของออกซิเจน

ทำการทดลอง ณ เมืองนิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา

 

    3.3  การดูแลระบบก๊าซทางการแพทย์

 

เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุกคนควรมีความรู้เกี่ยวกับการดูแลระบบก๊าซทางการแพทย์อย่างถูกต้อง  จึงจะสามารถใช้งานได้อย่างมี

ประสิทธิภาพและปลอดภัย  ซึ่งมีสาระสำคัญที่ควรทราบดังต่อไปนี้

    การดูแลท่อบรรจุก๊าซ ( Compressed Gas Cylinder Maintenance and Control)

    1.  ห้ามบุคคลที่ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องเข้ามาดำเนินการกับท่อบรรจุก๊าซ

    2.  การเปิด-ปิด และต่อลิ้นท่อบรรจุ ต้องปฏิบัติตามวิธีการต่อไปนี้

      2.1  ก่อนต่ออุปกรณ์ เช่น ลิ้นหรือข้อต่อเข้ากับเกลียวท่อบรรจุ  ต้องเปิดก๊าซไล่ฝุ่นผงออก เปิดลิ้นช้าๆโดยหันมาตรวัด

      ของอุปกรณ์ควบคุมความดันไปด้านที่ไม่มีคน  ผู้เปิดต้องยืนด้านข้าง ห้ามอยู่ด้านหน้าหรือด้านหลัง

      2.2  การต่ออุปกรณ์กับลิ้นท่อบรรจุ ต้องใช้ประแจขนาดพอดีกับแหวน (nut) ไม่ควรใช้ประแจเลื่อนที่ขนาดไม่พอดี

      เพราะจะทำให้แหวนบิ่นหรือสึกได้ คีมหรือประแจที่ใช้ต้องแน่น  ทำจากเหล็กหรือวัสดุที่เหมาะสมที่มีความแข็งแรงพอ

      ขันข้อต่อให้แน่น ในกรณีที่ใช้อุปกรณ์ควบคุมความดันที่มีเกลียวชนิดปรับความดันได้ (low-pressure screw) ให้

      คลายเกลียวให้สุดก่อน (ความดัน =0)

      2.3  ค่อยๆหมุนเกลียวปรับความดันต่ำของอุปกรณ์ควบคุมความดัน  จนได้ความดันใช้งานที่เหมาะสม  ถ้าใช้อุปกรณ

      ์ควบคุมความดันอัตโนมัติ (preset pressure regulator) ไม่ต้องปรับความดัน

    3. ขณะใช้งานท่อบรรจุขนาดเล็ก (ขนาด A B D หรือ E) ต้องยึดท่อบรรจุติดกับขาตั้ง หรือราวรัดอย่างมั่นคง เพื่อป้องกัน

    อุบัติเหตุที่ทำให้เสียหาย จากการล้มหรือเลื่อนหลุด

    4.  ต้องตรวจปี ค.. ที่มีการตรวจสอบสภาพท่อให้ถูกต้อง ท่อขนาดไม่เกิน 500 ลบ.เดซิเมตร ต้องตรวจสอบทุก 3 ปี และ

    ท่อขนาดใหญ่กว่านี้ต้องตรวจสอบทุก 5 ปี

    5.  เมื่อใช้ก๊าซหมดแล้ว ต้องปิดลิ้นของท่อบรรจุทุกครั้ง เพื่อป้องกันสิ่งสกปรกปนเปื้อนเข้าไปในท่อ

    6.  ต้องใส่ฝาครอบเพื่อป้องกันลิ้นท่อบรรจุตลอดเวลา  ต้องใส่ให้เข้าที่โดยขันให้แน่นด้วยมือจนกว่าจะนำมาใช้งาน

    7.  ต้องป้องกันท่อบรรจุไม่ให้ถูกกระทบกระแทกที่อาจทำให้ส่วนประกอบต่างๆ เช่น ลิ้น หรือ อุปกรณ์นิรภัยเสียหาย ห้าม

    วางท่อบรรจุเหล่านี้ใกล้ลิฟท์ ทางขึ้นลง หรือในที่ที่อาจถูกเฉี่ยวชน

    8.  ห้ามกระแทก  ลาก  กลิ้ง หรือใช้ท่อบรรจุสำหรับการอื่น เช่น ใช้เป็นลูกกลิ้ง หรือใช้ยันสิ่งของอื่น แม้ว่าจะเป็นท่อเปล่าก็ตาม

    9.  ห้ามนำวัสดุ เช่น ผ้า มาห่อหุ้มท่อบรรจุออกซิเจน เพราะเป็นวัสดุที่ไหม้ไฟได้

    10. ห้ามนำอุปกรณ์ที่ใช้กับท่อบรรจุออกซิเจนไปใช้กับอุปกรณ์อื่น เช่น ข้อต่อ เกลียว ลิ้น ชุดควบคุมความดันหรือมาตรวัด 

    เพื่อป้องกันการต่อสลับชนิดก๊าซ

    11. ห้ามดัดแปลงท่อบรรจุหรือลิ้นท่อบรรจุ  เพราะจะทำให้ต่อก๊าซสลับชนิดกันได้

    12. ห้ามปรับแต่งอุปกรณ์นิรภัยแบบระบายของท่อบรรจุ เช่น ใช้วัสดุอุดรูระบายความดันอย่างถาวร  ทำให้ไม่สามารถระบาย

    ความดันภายในท่อที่เกิน อาจเกิดการระเบิดได้

    13. ห้ามนำอุปกรณ์ที่ชำรุดมาใช้งานจนกว่าจะซ่อมแซมโดยช่างผู้ชำนาญ หรือเปลี่ยนใหม่

    14. ห้ามทำให้เกิดประกายไฟใกล้ท่อบรรจุ  ห้ามนำเปลวไฟหรือโคมไฟมาสัมผัสโดนลิ้นท่อบรรจุหรืออุปกรณ์นิรภัย ลิ้นทาง

    ออกที่มีน้ำแข็งเกาะ ให้ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นละลาย  ห้ามใช้น้ำเดือดหรืออุปกรณ์ที่ให้ความร้อนสูง

    15. ห้ามดัดแปลงเครื่องหมายที่ประทับลงบนท่อบรรจุ  ห้ามลอกเครื่องหมายที่ใช้แสดงสิ่งบรรจุภายในท่อบรรจุออกรวมทั้งป้าย

    ที่พิมพ์ลงบนโลหะหรือเครื่องหมายที่ท่อบรรจุ

    16. ห้ามใช้ออกซิเจนแทนอากาศอัด เพราะเป็นก๊าซช่วยให้ไฟติดและสิ้นเปลือง  ท่อบรรจุออกซิเจนต้องใช้ชื่อออกซิเจนการ

    แพทย์ให้ถูกต้อง  ไม่ใช้คำว่า อากาศ แทน เช่นเดียวกับออกซิเจนเหลวห้ามใช้คำว่า อากาศเหลว แทน

    17. ห้ามนำก๊าซชนิดอื่นมาผสมในท่อบรรจุออกซิเจน  ถ้ามีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในท่อบรรจุหรือลิ้นท่อบรรจุ  ต้องแจ้งให้ผู้ที่

    รับผิดชอบทราบทันที  เพื่อนำไปตรวจสอบและกำจัดออก

    18. ห้ามใช้น้ำมัน และสารไวไฟทุกชนิดเป็นตัวทำความหล่อลื่นอุปกรณ์ควบคุมความดันข้อต่อเกลียว หรือมาตรวัดความดัน

    19. ห้ามใช้มือ ถุงมือ หรือวัสดุที่เปื้อนน้ำมัน หรือน้ำมันหล่อลื่น จับท่อบรรจุ ถังบรรจุ หรืออุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง

    20. การนำออกซิเจนไปใช้กับผู้ป่วย  ต้องผ่านอุปกรณ์ควบคุมความดันเสมอ

    21. ท่อบรรจุที่วางตั้งอยู่  ต้องคล้องโซ่ หรือยึดอย่างถูกต้อง หรือวางบนล้อเข็นที่มีที่ยึด

    22. ห้ามล่ามโซ่ หรือยึดท่อบรรจุติดกับอุปกรณ์ที่เคลื่อนที่ได้ เช่น เตียง หรือเต๊นท์ออกซิเจน

    23. ห้ามยึดท่อบรรจุติดกับ หรือวางใกล้กับเครื่องทำความร้อน ท่อไอน้ำ หรือท่อนำความร้อน

    24. ท่อบรรจุหรือถังบรรจุ ต้องจับด้วยความระมัดระวัง เพื่อป้องกันอันตรายจากความเย็น

    25. ต้องติดตั้งป้ายห้ามสูบบุหรี่ให้เห็นอย่างชัดเจน

 

    การดูแลสถานที่เก็บท่อบรรจุก๊าซ ( Proper Location for Compressed Gas Keeping )

 

    1. ต้องมีการป้องกันฝน แสงแดด และความชื้นจากพื้น มีการระบายอากาศพอเพียง ไม่อับทึบ ผนังกั้น พื้นเพดาน

    หลังคาประตู ชั้นและที่ยึดต้องทำจากวัสดุที่ไม่ตดไฟ หรือทนไฟอย่างน้อย 1 ชั่วโมง

    2. ตั้งห่างจากแหล่งความร้อน ถ้าอยู่ใกล้กันต้องป้องกันไม่ให้ท่อบรรจุร้อนเกิน 54 องศาเซลเซียส

    3. ให้เก็บท่อบรรจุเต็ม และท่อบรรจุเปล่ารวมในสถานที่เดียวกัน  โดยแยกกลุ่มและติดป้ายแสดงให้เห็นชัดเจน จัด

    เรียงให้สามารถใช้งานได้ตามลำดับที่รับมาจากผู้จำหน่าย

    4. ห้ามเก็บร่วมกับก๊าซไวไฟ วัสดุไวไฟหรือติดไฟได้  แต่เก็บร่วมกับก๊าซทางการแพทย์อื่นที่ไม่ไวไฟได้

    5. ต้องแยกห้องระบบจ่ายก๊าซ หรือที่เก็บท่อบรรจุ ออกจากห้องเครื่องผลิตอากาศอัดและเครื่องผลิตสูญญากาศ เพื่อ

    ป้องกันไฟไหม้ และป้องกันไม่ให้ก๊าซที่ออกจากลิ้นระบายของท่อบรรจุไปปนกับอากาศที่เข้าสู่เครื่องผลิต ห้องเครื่องผลิตอากาศอัด

    ต้องระบายอากาศเพียงพอ และไม่ให้อากาศที่ดูดเข้าไปใช้งานถูกปนเปื้อนจากก๊าซที่ขับออกจากเครื่องผลิตสูญญากาศ

    6. ห้ามติดตั้งหม้อแปลงไฟฟ้า  สายไฟฟ้าแรงสูงและอุปกรณ์ไฟฟ้า ที่ทำให้เกิดประกายไฟใกล้ระบบจ่ายก๊าซ  สวิตช์หรือเต้า

    เสียบภายในห้อง ต้องสงจากพื้น 1.5 เมตรขึ้นไป เพื่อหลีกเลี่ยงการกระแทก

    7. ห้ามนำวัสดุที่จุดติดไฟง่าย หรือไม่ผ่านการรับรองมาใช้กับออกซิเจน

 

    การดูแลระบบเส้นท่อก๊าซ ( Pipe Line Maintenance )

 

    1. ต้องก่อสร้างอย่างมั่นคง ใช้วัสดุเหมาะสมกับก๊าซและความดันใช้งาน ทางออกกับข้อต่อและข้อต่อลิ้นบรรจุ ต้องไม่สามารถ

    สลับชนิดกันได้  ส่วนต่อระหว่างท่อบรรจุกับชุดจ่ายก๊าซต้องเป็นเส้นท่อที่การยืดหยุ่นตัวได้ ขณะเปลี่ยนท่อบรรจุป้องกันการ

    ชำรุด  จุดเติมออกซิเจนเหลวต้องอยู่บริเวณที่รถบรรทุกออกซิจนเข้าได้ตลอดเวลา

    2. ห้ามใช้น้ำมัน สารอินทรีย์หล่อลื่น ยางและวัสดุที่เป็นอินทรียสารสัมผัสกับออกซิเจน และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องทุกชนิดเพื่อ

    ป้องกันไฟไหม้

 

    การขนส่งและเคลื่อนย้ายท่อบรรจุ  (  Proper Delivery of Compressed Gas Cylinder )

 

    1. บุคคลที่ทำหน้าที่ขนส่งอุปกรณ์ต้องผ่านการฝึกอบรมอย่างถูกต้อง

    2. ท่อบรรจุขนาดใหญ่ (ขนาดใหญ่กว่า E ขึ้นไป) และภาชนะบรรจุที่เป็นถังที่มีน้ำหนักมากกว่า 45.5 กิโลกรัม  ต้องขน

    ถ่ายโดยใช้รถเข็นอย่างถูกต้อง

 

    การดูแลและบำรุงรักษาระบบก๊าซทั้งระบบ  ( Gas Supply System maintenance and Monitoring )

     

    1. ต้องมีการวางแผนและสามารถรองรับสถานการณ์ที่ก๊าซทางการแพทย์ขัดข้องทั้งระบบ

    2. ห้ามต่อสายดินของระบบไฟฟ้า หรือของอุปกรณ์ใดๆ เข้ากับระบบเส้นท่อก๊าซทางการแพทย์

    3. ต้องกำหนดแผนการบำรุงรักษา  ตามคู่มือของกระทรวงสาธารณสุข และมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม

    4. เมื่อมีการปรับเปลี่ยนระบบ ต้องตรวจสอบส่วนปลายทางต่อการปรับเปลี่ยนทุกครั้ง ก่อนใช้งาน

    5. ต้องตรวจสอบสัญญาณเตือนทั้งเสียงและแสงตามกำหนดที่เหมาะสม

 

    การทดสอบระบบก๊าซ ( System Testing and Auditing )

     

เมื่อติดตั้งระบบก๊าซใหม่ ต่อเติมหรือซ่อมแซม ต้องทดสอบระบบก่อนเริ่มใช้งาน โดยต้องตรวจสอบทุกส่วนประกอบตั้ง

แต่แหล่งจ่ายก๊าซถึงทางเปิดออกเพื่อใช้งาน และบันทึกผลการตรวจสอบเป็นหลักฐาน ผู้ทำการตรวจสอบขณะติดตั้ง คือ ช่างผู้ควบคุม

งานและผู้ติดตั้ง  ต่อจากนั้นให้ตรวจสอบกดารติดตั้งครั้งสุดท้ายโดยผู้เชี่ยวชาญด้านระบบก๊าซทางการแพทย์อีกครั้งหนึ่ง