โครงการเตรียมความพร้อมเพื่อ

ป้องกันและระงับอัคคีภัยในองค์กร(A03)

ตามมาตรฐานของสมาคมการดับเพลิงและช่วยชีวิต FARA

FARA-FS (Fire Safety) Certified

โดย อาจารย์คณาทัต  จันทร์ศิริ

 

มาตรฐานการป้องกันอัคคีภัย FARA-FS(Fire Safety) Certified

 

โครงการของสมาคมการดับเพลิงและช่วยชีวิต FARA Fire And Rescue Association เพื่อพัฒนาระบบความปลอดภัย

โดยเฉพาะด้านการป้องกันระงับอัคคีภัยและการช่วยชีวิต ให้มีมาตรฐานเทียบเท่ากับนานาประเทศ เพื่อส่งเสริม

การพัฒนาคุณภาพองค์รวม ให้แก่หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนโดยใช้การฝึกอบรมตามหลักสูตรที่กำหนด  แล้ว

ประเมินมาตรฐานและรับรอง ด้วยนโยบาย ใกล้ชิดประดุจมิตรและญาติ

 

เงื่อนไขในการขอรับรองมาตรฐาน FARA FS Certified

 

หน่วยงานที่ต้องการมาตรฐานการป้องกันอัคคีภัย FARA-FS จะต้องผ่านการอบรมตามข้อกำหนด 4 หลักสูตรภายใน 1 ปี

(รายละเอียดดูในเอกสารBO3-B06) พร้อมทั้งปฏิบัติตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้

    1.    เมื่อผ่านการอบรมหลักสูตรที่ 2 (ERT) แล้ว ERT จะต้องดำเนินการอบรมเจ้าหน้าที่ที่เหลือทั้งหมดให้

           สามารถใช้เครื่องดับเพลิงเบื้องต้นได้

    2.    เมื่อผ่านการอบรมหลักสูตรที่ 3 (HB) แล้วจะต้องจัดตั้งสภาความปลอดภัยของหน่วยงาน เพื่อดำเนินกิจกรรม

           ด้านการบริหารความเสี่ยง ความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง

    3.    ต้องจัดทำคู่มือการป้องกันระงับอัคคีภัยและภัยพิบัติของหน่วยงานแจกให้เจ้าหน้าที่ทุกคน

    4.    เมื่อผ่านการอบรมหลักสูตรที่ 4 (ED) แล้วต้องดำเนินการซ้อมแผนฉุกเฉินไปตามหน่วยงานย่อยต่างๆให้ได้

           ด้วยตนเอง

    5.    การรับรองมาตรฐานครั้งแรกมีอายุ 3 ปี ครั้งต่อไปต้องประเมินด้วยการตอบคำถามในเอกสาร พร้อมกับต้อง

           จัดการอบรมหลักสูตร ERT ต่อเนื่องไปจนได้ ERT ครบ 100% (ซึ่งสมาคม FARA จะดำเนินการให้

           ไม่เกิน 3 รุ่น หลังจากนั้นหน่วยงานต้องดำเนินการเองเพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างถาวร)

     

เกณท์ขั้นต้นสู่มาตรฐานฯ

 

1.    ติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันและระงับอัคคีภัยขั้นต้น จนถึงขั้นปานกลาง ( Fire Extinguisher & Fire Hose System )

       ตามมาตรฐานที่กำหนด

2.   มีป้ายสื่อความปลอดภัย ( Safety Sign )  ให้ครบถ้วนชัดเจน และมีรูปแบบเป็นสากล

3.   มีแผนฉุกเฉิน ( Emergency Plan & Evacuation Drill )พร้อมบุคลากรรับผิดชอบ และเคยฝึกปฏิบัติมาแล้ว

      อย่างสม่ำเสมอ โดยมีคู่มือที่กำหนดรายละเอียดครบถ้วน มอบให้เจ้าหน้าที่ทุกคน

 

เกณท์ขั้นต้นทั้ง 3 ข้อนี้  จะต้องถูกกำหนดเป็นนโยบายของหน่วยงานที่ขอมาตรฐาน และ

ดำเนินการให้เสร็จสิ้นตามกำหนดในคู่มือฯ

 

ขั้นตอนปฏิบัติเพื่อให้ได้มาตรฐานการป้องกันอัคคีภัย

    1.  สำรวจตรวจตรา

    2.  จัดหาเครื่องมือ

    3.  ฝึกปรือผู้ใช้

 

วิธีดำเนินงาน เพื่อเป็นองค์กรปลอดอัคคีภัย

    1.  จัดคนรับผิดชอบ

    2.  ตรวจสอบงบประมาณ

    3.  ตรวจอาคารสถานที่

    4.  ตรวจอีกทีแผนเดิม

    5.  ทำเสริมแผนใหม่

    6.  มุ่งทำไปให้ต่อเนื่อง

( ภาพที่ 1 )

วิธีดำเนินงาน

 

(1).  จัดคนรับผิดชอบ

หน่วยงานต้องแต่งตั้งคณะทำงานขึ้นมาเป็นทางการ ( โดยคำสั่งจากผู้บริหารสูงสุดขององค์กรเป็นลายลักษณ์อักษร )

เพื่อจัดทำแผนแม่บทในการป้องกันและระงับอัคคีภัย(ธรรมนูญความปลอดภัย) ซึ่งควรมีผู้เชี่ยวชาญด้านอัคคีภัยจาก

ภายนอก (ที่เป็นสมาชิก หรือใช้มาตรฐาน NFPA (National Fire Protection Association , USA.) เข้าร่วมใน

คณะทำงานนี้ด้วย เพื่อให้ แผนสามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากภายนอก 

อาจเชิญได้จากสมาคมการดับเพลิงและช่วยชีวิต FARA , หน่วยดับเพลิงของกรุงเทพมหานคร  และหน่วยดับเพลิง

ของท้องถิ่น  ( ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ผ่านการรับรอง  มาตรฐาน NFPA หรือเทียบเท่า ) ฯลฯ

 

หลักสำคัญในการบริหารบุคลากร คือ ต้องตั้งเป้าหมายให้คนในองค์กรสามารถดำเนินการเองได้อย่างรวดเร็ว

มีประสิทธิภาพสูง และมีนโยบายที่ชัดเจนต่อเนื่องจนยั่งยืน โดยสมาคมฯ FARA ได้กำหนด วิสัยทัศน์-พันธกิจ 

ให้กับองค์กรที่ต้องการพัฒนามาตรฐาน   คือ

 

1

ทำได้เมื่อภัย(งาน) มา

มีความรู้ มีความพร้อม ฝึกซ้อมเสมอ

2

รู้ปัญหาเพื่อแก้ไข

สำรวจค้นหาความเสี่ยง ประเมิน และร่วมกันแก้ไข

3

เป็นขวัญกำลังใจ

เอื้อเฟื้อ อาทร ใส่ใจ และเอาใจใส่ผู้ร่วมงาน

4

เพื่อให้รักสามัคคี

ทุกเป้าหมายต้องก่อให้เกิดความรัก และเกื้อกูลกัน

 

(2).  ตรวจสอบงบประมาณ

ควรตรวจสอบงบประมาณที่มีอยู่แล้ว  หรือคาดว่าจะมีเพิ่มเติมมาในอนาคต  เพื่อจะได้เลือกแผนการทำงานที่เหมาะสม

ได้โดยทันที เช่น

    2.1  ถ้ามีงบประมาณมากเพียงพอ  ให้จัดหาอุปกรณ์ทั้งหมดที่กำหนดไว้ตามมาตรฐานโดยทันที แล้วจัดการ

           ฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ ให้รู้และเข้าใจวิธีใช้อุปกรณ์เหล่านั้น  และการบริหารแผนการป้องกันและระงับอัคคีภัย

           อย่างสมบูรณ์

    2.2  มีงบประมาณปานกลาง  ก็ให้จัดซื้ออุปกรณ์เท่าที่จำเป็น  และตั้งงบประมาณผูกพันระยะกลาง ( ภายใน 3-5 ปี )

            สำหรับจัดซื้ออุปกรณ์ที่เหลือ แต่ต้องใช้งบประมาณบางส่วนที่มีนั้น  จัดการฝึกอบรมบุคลากรให้มีความรู้เป็น

            ประการสำคัญ พึงระลึกเสมอว่า คนนำเครื่อง คนมีความรู้ สามารถปฏิบัติได้ดีกว่าคนมีเครื่องมือมากมาย

            แต่ใช้ไม่เป็น

    2.3  มีงบประมาณน้อยมาก  ก็ควรใช้ไปในการพัฒนาบุคลากรก่อน  โดยจัดให้มีการฝึกอบรม (โดยผู้ฝึกอบรมต้อง

            มีมาตรฐานและเข้าใจข้อกำหนดของ HA. Hospital Accreditation สำหรับโรงพยาบาล หรือมาตรฐานอื่นๆ

            ที่องค์กรต้องการ เช่น ISO 14001, ISO(TIS)18001  HACCP ทำการรณรงค์ให้ความรู้และประชาสัมพันธ์

             เพื่อให้บุคลากรเหล่านั้นสามารถใช้อุปกรณ์ที่มีอยู่แล้วให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด โดยกำหนดตารางการ

             ปฏิบัติเป็นทางการ และต้องมีการประเมินผล

 

 (3).  ตรวจอาคารสถานที่

สำรวจอาคารและโครงสร้างกายภาพทั้งหมด  โดยคณะทำงานขององค์กรและผู้เชี่ยวชาญด้านการป้องกันและ

ระงับอัคคีภัยจากหน่วยงานมาตรฐานแล้วปรับปรุงระบบความปลอดภัยให้เป็นไปตามข้อกำหนด 

ดังรายการต่อไปนี้ :

    3.1   หาพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดเหตุเพลิงไหม้หรือภยันตรายต่างๆ แล้วกำหนดแผนการแก้ไขเป็นรูปธรรม

             อย่างสม่ำเสมอ

    3.2   จัดตั้งกองบัญชาการแผนฉุกเฉิน (ต้องมีที่เดียว) ให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

             หากมีอยู่แล้วให้ปรับปรุงตามความเหมาะสม

    3.3   กำหนดจุดรวมพล (Assembly Point) ที่สามารถรองรับการอพยพได้อย่างเหมาะสมหากมีอยู่แล้ว

            ให้ปรับปรุงบำรุงรักษา(ควรมีไม่น้อยกว่า 2 จุด แต่ไม่เกิน 4 จุด)

    3.4   กำหนดเส้นทางอพยพหนีไฟทั้งบุคคลและทรัพย์สิน  จากทุกๆจุดของพื้นที่  แล้วจัดทำแผนผังเพื่อ

            ประชาสัมพันธ์ให้ผู้ใช้บริการและเจ้าหน้าที่ได้รับทราบทั่วกัน

    3.5   กำหนดเส้นทางการจราจรในหน่วยงาน   โดยมุ่งเน้นให้สามารถใช้ได้เมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้หรือ

             อุบัติภัยต่างๆ  ซึ่งจะต้องกำหนดทิศทางการจราจร, กำหนดบริเวณที่จอดรถดับเพลิง ซึ่งต้องมี

            แหล่งน้ำสนับสนุน, บริเวณที่จอดรถบันไดบริเวณที่จอดรถฉุกเฉินต่างๆ ประตูทางเข้า-ออก และ

            ประตูฉุกเฉินหากทางเข้า-ออกใช้ไม่ได้  เป็นต้น

    3.6 จุดติดตั้งอุปกรณ์ในการป้องกันและระงับอัคคีภัยอื่นๆ ที่เหมาะสมกับสถานที่และงบประมาณ  เช่น

           เครื่องตรวจจับควัน และความร้อน( Smoke / Heat Detectors) ,สัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม้

           ( Fire Alarm), หัวฉีดน้ำดับเพลิงอัตโนมัติ ( Sprinkler ), แผงควบคุมระบบเตือนภัย

           ( Fire Control Panel ) , ไฟฉุกเฉิน ( Emergency light ) มีจำนวนเพียงพอและ

           สามารถใช้งานได้หรือไม่ ฯลฯ

    3.7  จุดติดตั้งอุปกรณ์ดับเพลิง  ทั้งเพลิงไหม้เบื้องต้น (ถังดับเพลิงแบบยกหิ้ว Portable Fire Extinguisher)

             และเพลิงไหม้ขั้นรุนแรง( ระบบสายฉีดน้ำดับเพลิง ) แหล่งเก็บน้ำสำรอง,ปั้มน้ำดับเพลิง

             (ดูรายละเอียดในข้อ 1 เกณท์ขั้นต้นฯ)

    3.8  จุดติดตั้งอุปกรณ์ช่วยชีวิตอื่น   อาทิ  รอกหนีไฟ ( Fire Escape Device ) เพื่อใช้นำคนลงจากที่สูง,

            ท่อผ้าหนีไฟ( Chute ),เครื่องช่วยหายใจ( BA.) ที่กฎหมายกำหนดให้มีเพื่อปฏิบัติงานในบริเวณที่

            ขาดอากาศได้  เบาะลมช่วยชีวิต( Air Cushion ), ขวาน,ฆ้อนปอนด์,เชือก, เปลหาม,หน้ากากฉุกเฉิน,

            บันไดสำหรับพาดระเบียง เข้าช่วยเหลือผู้ติดค้างบริเวณชั้น 2   ฯลฯ

    3.9  ป้ายสื่อความปลอดภัย (Safety Sign) และป้ายประชาสัมพันธ์ภยันตรายต่างๆ  เช่น ป้ายทางออก(Exit),

            ป้ายทางออก-ฉุกเฉิน(Emergency Exit),ป้ายทางหนีไฟ (Fire Exit) , ป้ายทางตัน (No Exit) ,

            ป้ายจุดติดตั้งอุปกรณ์ดับเพลิง(Fire Extinguisher) ,ป้ายจุดติดตั้งสัญญาณแจ้งเหตุฉุกเฉิน(Fire Alarm),

            ป้ายบริเวณเก็บวัตถุอันตราย (Hazardous Material), ป้ายจุดติดตั้งรอกหนีไฟ(Fire Escape Device),

            ป้ายห้องหรือแผนกต่างๆ  ฯลฯ

    3.10 ระบบการติดต่อสื่อสาร(Communication) เพื่อให้ทุกคนในหน่วยงานได้รับข่าวสารฉุกเฉินโดยทันที 

             อาทิ  ระบบเสียงตามสาย ,หอกระจายข่าว,ระบบวิทยุสื่อสาร , ระบบโทรศัพท์ , ระบบโทรทัศน์วงจรปิด ,

            โทรศัพท์มือถือ , รถกระจายเสียง หรือแม้แต่เครื่องขยายเสียงที่ใช้แบตเตอรี่ เป็นต้นสำรวจว่า

            มีจำนวนเท่าใด เพียงพอหรือไม่ เนื่องจากภาวะฉุกเฉินจะได้รับการตอบสนอง อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

            ก็ด้วยระบบการสื่อสารเหล่านี้

 

(4).  ตรวจอีกทีแผนเดิม

ทุกองค์การ จะต้องมีแผนการป้องกันและระงับอัคคีภัยอยู่แล้วอย่างแน่นอน แต่อาจไม่ได้นำมาปฏิบัติ  หรือ แผนฯนั้น

อาจไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงในปัจจุบันที่ทุกหน่วยงานกำลังมุ่งเน้นไปสู่เป้าหมายแห่งการเป็นองค์การที่มี

คุณภาพมาตรฐาน ดังนั้น จึงควรนำแผนฯเดิมมาวิเคราะห์และหาทางปรับปรุงแก้ไข เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทาง

การพัฒนาคุณภาพอย่างเป็นรูปธรรมนำมาปฏิบัติได้ทันที โดยมุ่งเน้นการพึ่งพาตนเองและการมีส่วนร่วม

ของบุคลากรทุกคน

 

(5).   ทำเสริมแผนใหม่

การจัดทำแผนการ (โครงการ) ป้องกันและระงับอัคคีภัยในหน่วยงานขึ้นใหม่นั้น จะต้องมีการวางแผนกลยุทธ์ และ

แผนปฏิบัติการอย่างมีระบบกำหนดจุดหมายปลายทาง (ENDS) และแนวทางการดำเนินงาน (Means) ให้ชัดเจนและ

สอดคล้องกับการพัฒนาองค์กร ซึ่งเราควรศึกษาและเรียนรู้การบริหารจัดการแผนใหม่ สำหรับองค์การที่กำลังพัฒนา

คุณภาพ ซึ่งจะได้นำเสนอเป็นตัวอย่างพอสังเขป ดังต่อไปนี้  โดยที่บางส่วนอาจไม่สามารถนำมาใช้ในการทำแผน

ป้องกันอัคคีภัยก็ตาม

    5.1 กำหนดเจตนารมย์เชิงกลยุทธ์

    5.2 การวิเคราะห์สถานการณ์

    5.3 การกำหนดกลยุทธ์และการกำหนดแนวทางปฏิบัติ

    5.4 การวางแผนและการบริหารแผน (โครงการ)

     

    5.1 กำหนดเจตนารมย์เชิงกลยุทธ์ (Strategic Intent) อันมี

      5.1.1   วิสัยทัศน์ (Vision) เพื่อกำหนดสภาพในอนาคตของการป้องกันอัคคีภัย อันแสดงถึงลักษณะ

                 ที่ปลอดภัยที่สุดที่ทุกคนปราถนา

      5.1.2   พันธกิจ (Mission) ที่กำหนดขอบเขตความรับผิดชอบ  มาตรฐานทั้งพฤติกรรมและจริยธรรม

      5.1.3   จุดมุ่งหมาย (Goals) ที่มีผลลัพธ์ด้านต่างๆคือ

        -  ความรับผิดชอบสาธารณะ (Public Responsibility)

        -  การใช้ทรัพยากร (Capital & Financial Resources)

        -  นวัตกรรม (Innovation)

        -  พัฒนาการจัดการ (Managerial Performance and Development)

      5.1.4   วัตถุประสงค์ (Objectives)

      คือผลงานที่แต่ละหน่วยงานจะต้องปฏิบัติเพื่อให้บรรลุสู่จุดมุ่งหมายที่กำหนดโดยมีองค์ประกอบ

        1.  คุณลักษณะของงาน (attributes)

        2.  ตัวชี้วัด (Index or Indicators)

        3.  เป้าหมาย (target)

        4.  ห้วงเวลา (timeframe)

      5.1.5  กลยุทธ์และกลวิธี (Strategies and tactics)

      กลยุทธ์เป็นส่วนหนึ่งของการวางแผน  ส่วนกลวิธีเป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินงาน ซึ่งมีวิธีปฏิบัติสวนทางกัน

      ตามภาพที่ 2

( ภาพที่ 2 )

    5.2  การวิเคราะห์สถานการณ์

    แนวคิดในการวิเคราะห์สถานการณ์แบบตะวันออก

      - ตำราพิชัยสงครามของชุนวู ที่มุ่งเน้นการวิเคราะห์สถานการณ์ด้านต่างๆอย่างแยบยล เช่น

        :  รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งมิพ่าย

        :  การสู้รบที่ชาญฉลาดที่สุด คือรบน้อยที่สุด

    แนวคิดในการวิเคราะห์สถานการณ์แบบตะวันตก

      -   ตัวแบบพื้นฐานในการวางแผนกลยุทธ์ของ Harvard Business school

        :  มุ่งเน้นการกำหนดกลยุทธ์ด้วยการประมวลสภาพแวดล้อมภายนอกและการวิเคราะห์สภาพ

        ภายในกิจการ

    การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายนอก

    1.    จุดมุ่งหมายเพื่อพิจารณา

      : โอกาส (Opportunities)

      : ข้อจำกัด (Threats)

    2.    ขอบเขต : สภาพแวดล้อมทั่วไป ใช้วิธี PEST ANALYSIS เพื่อพัฒนา

      P = Politic & Policy  กฎเกณฑ์ของรัฐ นโยบาย

      E = Economics เศรษฐกิจ งบประมาณ

      S = Socio Cultural สังคม วัฒนธรรม จิตวิญญาณ

      T = Technology วิทยาการ ที่ปรับเปลี่ยนตลอดเวลา

    การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายใน

    1.    จุดมุ่งหมายเพื่อพิจารณา วิเคราะห์ ทรัพยากร และ สมรรถนะขององค์การ ในการใช้ทรัพยากรเพื่อประเมิน

      : จุดแข็ง (Strengths)

      : จุดอ่อน (Weaknesses)

    2.    ขอบเขต : เพื่อพิจารณา

      -   ปัจจัยแห่งความสำเร็จ (Critical Success factors) อันมี

        1.    คุณลักษณะของกิจการหรือปัจจัยหลักในการดำเนินกิจการ

        2.    ตำแหน่งในการแข่งขัน หรือตำแหน่งที่อยู่บนเส้นทางสู่เป้าหมาย

        3.    สภาพแวดล้อมทั่วไป

        4.    การพัฒนาองค์การ

          -  โซ่ร้อยค่านิยม (Value chain) มุ่งวิเคราะห์ความเชื่อมโยงระหว่างค่านิยมของลูกค้ากับ

          กิจการ เช่น ลูกค้ามีความนิยมและภูมิใจที่ใช้บริการ หรือผลิตภัณฑ์จากองค์การที่เห็นคุณค่า

          มนุษย์ในด้านความปลอดภัย

          -   กระบวนการหลักและระบบงาน (Core business processes and systems)

การประเมิน จุดแข็ง(Strengths) ,จุดอ่อน (Weaknesses) ,โอกาส (Opportunities) และข้อจำกัด (Threats),

SWOT MATRIXเพื่อให้การประเมินเป็นไปอย่างครอบคลุม จึงจำเป็นต้องใช้ผลการประมวลข้อมูลด้านต่างๆ

มาสรุปและวิเคราะห์ (ในองค์กรธุรกิจทั่วไป จะใช้การบันทึกคะแนนอย่างมีดุลยภาพ (Balanced Scorecard)

ประกอบกับการประเมินทรัพยากร )โดยพิจารณา จาก 5 ประเด็นหลัก คือ

    1.    ด้านการเงิน    : มูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ,การหารายได้ ,งบประมาณ

    2.    ด้านลูกค้า      : บริการหรือผลิตภัณฑ์ที่ดีกว่า ถูกกว่า รวดเร็วกว่า

    3.    ด้านปฏิบัติการ : การพัฒนาคุณภาพ มาตรฐาน

    4.    องค์การ        : บทบาทผู้นำ , การเรียนรู้ในองค์การ , สมรรถนะในการปรับตัว

    5.    ทรัพยากร      : ระบบคน , ระบบทุน & ปัจจัย ,ระบบสารสนเทศ

การจัดทำ SWOT MATRIX วิเคราะห์สภาพแวดล้อมต่างๆโดยกำหนดหัวข้อขึ้นมา 5-10 รายการ ดังตัวอย่างต่อไปนี้

ประเด็น

ภายใน

S  จุดแข็ง

W  จุดอ่อน

ภายนอก

O  โอกาส

T  ข้อจำกัด

1.    ด้านการเงิน

 

 

 

 

-      มูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ

 

 

 

 

-      การหารายได้

 

 

 

 

-      งบประมาณ

 

 

 

 

2.    ด้านลูกค้า

 

 

 

 

- การบริการ / ผลิตภัณท์ที่ดีกว่า

 

 

 

 

-      ราคาถูกกว่า

 

 

 

 

-      รวดเร็วกว่า

 

 

 

 

3.    ด้านปฏิบัติการ

 

 

 

 

-      การพัฒนาคุณภาพ

 

 

 

 

-      การพัฒนาตลาด

 

 

 

 

4.    องค์การ

 

 

 

 

-      บทบาทผู้นำ

 

 

 

 

-      การเรียนรู้ในองค์การ

 

 

 

 

-       สมรรถนะในการปรับตัว

 

 

 

 

5.  ทรัพยากร

 

 

 

 

-       ระบบคน

 

 

 

 

-       ระบบทุน & ปัจจัย

 

 

 

 

-       ระบบสารสนเทศ

 

 

 

 

 

    5.3 การกำหนดกลยุทธ์และการกำหนดแนวทางปฏิบัติ

    : บทสรุปจากตาราง SWOT MATRIX(ภาพที่ 3)

    : กำหนดกลยุทธ์โดยใช้ Balanced Scorecard

    : ความสัมพันธ์ระหว่างกลยุทธ์กับการนำไปปฏิบัติ

    : กำหนดแนวทางปฏิบัติโดยใช้  7 S  Framework (The Mekinsey)

     

     

    ( ภาพที่ 3 )

     

     

     

     

พิจารณาตาราง SWOT MATRIX  จะพบว่ามีกลยุทธ์ที่สำคัญ คือ

 

    1.  รุกไปข้างหน้า             SO  Strategies  ใช้จุดแข็งภายใน กับโอกาสภายนอก  รีบเร่งรุกไปข้างหน้า

                                           อย่างเต็มกำลังเช่นพัฒนาการบริการ ผลิตภัณท์  การตลาด  การขาย  ฯลฯ

    2.  การปรับภายนอก      :  ST  Strategies ใช้จุดแข็ง.ภายในปรับกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับข้อจำกัดภายนอก 

                                           เช่นสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับSuppliers  สร้างพันธมิตร (ดึงศัตรู เป็นมิตร) ฯลฯ

    3. การพัฒนาภายใน      :  WO  Strategies  ใช้โอกาสภายนอกที่เหมาะสม พัฒนาจุดอ่อนภายใน เช่น พัฒนา

                                          ทรัพยากรมนุษย์ด้วยการเรียนรู้ , วิจัยและพัฒนาคุณภาพ , พัฒนาระบบการบริหาร

                                           เพื่อการเปลี่ยนแปลง ฯลฯ

    4. การปรับเปลี่ยนภายใน  :WT  Strategies  ใช้กลยุทธ์ที่แยบยล  อดทน และระมัดระวัง ปรับเปลี่ยนภายใน

                                           ให้เหมาะสมกับอุปสรรคและข้อจำกัดภายนอก  เช่น การจัดระบบ Inventory ,

                                            การลดต้นทุน,  การปรับปรุงกระบวนการ ฯลฯ

 

ข.  กำหนดกลยุทธ์ โดยใช้ Balanced Scorecard

( ภาพที่ 4 )

 

 ความสัมพันธ์ระหว่าง กลยุทธ์กับการนำไปปฏิบัติ

    :  การนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติ มีความสำคัญเช่นเดียวกับการกำหนดกลยุทธ์  อีกทั้งมีความสัมพันธ์กันโดยตรง 

    ผู้บริหารจะต้องมีความเข้าใจในการกำหนดแนวทางการนำแผนไปปฏิบัติที่ได้ผลดี มิฉะนั้นจะเกิดความสูญเสีย

    ขององค์การดังแสดงไว้ในตารางความสัมพันธ์ระหว่างกลยุทธ์กับการดำเนินงานต่อไปนี้

( ภาพที่ 5 )

 

กำหนดแนวทางปฏิบัติ

 โดยใช้ 7S  Framework

( ภาพที่ 6 )

S1

Strategy (กลยุทธ์)

กลยุทธ์ด้านต่างๆที่กำหนดขึ้นด้วยความชัดเจน สอดคล้องสถานการณ์

สามารถปฏิบัติได้

S2

Structure (บทบาท)

กำหนดแนวทางการปฏิบัติงาน การแบ่งงาน อำนาจ หน้าที่ และ

ความรับผิดชอบของทีมงาน

S3

Systems (ระบบ)

การกำหนดกระบวนการทำงานแต่ละด้าน และการเชื่อมโยงกระบวนการ

ระหว่างกลุ่มงาน

S4

Style    (แนวคิด)

การปรับเปลี่ยนแนวคิดและแนวทางในการทำงานของพนักงาน ให้

เป็นไปตามกลยุทธ์

S5

Staff    (ทีมงาน)

การพัฒนาพนักงานในด้านต่างๆที่จำเป็นรวมทั้งการสร้างพลังในการ

ทำงานเป็นทีม (Empowerment)

S6

Skills  (ทักษะ)

การเพิ่มพูนความรู้ และทักษะเฉพาะด้านที่จะเป็นประโยชน์ต่อการ

ทำงานให้มีประสิทธิผล

S7

Shared Values

(ค่านิยมร่วม)

การสร้างค่านิยมร่วมขององค์การ และพนักงาน โดยยึดเอาเจตนารมย์

เชิงกลยุทธ์เป็นธงชัยด้วยแนวทางการรณรงค์ที่สำคัญ อันนำไปสู่การ

สร้างพลังความร่วมมือ

    5.4  การวางแผนและการบริหารแผน (โครงการ)

    .   ความจำเป็นและความสำคัญของโครงการ

    ข.   ประเภทและคุณลักษณะเฉพาะของโครงการ

    ค.   การจัดทำเอกสารแผน

  ก.   ความจำเป็นและความสำคัญของแผน(โครงการ)

    เหตุผลที่ต้องใช้ โครงการ เป็นกลวิธีในการจัดการ ก็เพราะ

    : ปัญหาการบริหารซับซ้อนมากขึ้น

    : ลูกค้าเปลี่ยนแปลงความต้องการ

    : ทรัพยากรมีมูลค่าสูงขึ้น

    : การพัฒนาคุณภาพในการจัดการ

    : การรับมือกับกลไกใหม่ของการแข่งขันในยุคโลกาภิวัฒน์

  ข.  ประเภท และคุณลักษณะเฉพาะของโครงการ

    1.    โครงการปรับปรุงแก้ไขปัญหา (Improvement Project)

    2.    โครงการริเริ่ม หรือนวัตกรรม (Innovative Project)

    3.    โครงการวิจัย & พัฒนา  (Research & Development Project)

    การวางแผนโครงการ

 

การวางแผนโครงการ เป็นจุดเชื่อมโยงระหว่าง กลยุทธ์ กับการดำเนินงานแผนโครงการ ถือเป็นข้อกำหนดที่สำคัญ

สำหรับการวางแนวทางในการบริหารและจัดการโครงการ  ซึ่งจะต้องใช้เครื่องมือดังต่อไปนี้

    ก.      กระบวนการแก้ปัญหา ( ปัญหา สาเหตุ จุดมุ่งหมาย - วิธีแก้  คืออะไร? )

    ข.      กำหนดรายละเอียดของวิธีการ

            ( Why What Where When Who Whom How How much )

    ค.      ความคิดสร้างสรรค์

    ง.       การตัดสินใจ

  .  การจัดทำเอกสารแผน

มีคำกล่าวเสมอว่า  คิดแผนเป็น เขียนหนังสือได้ ก็ย่อมจะเขียนแผนได้เสมอ  เพียงแต่ว่าควรใช้ภาษาที่ตรงไป

ตรงมาหลีกเลี่ยงการใช้สำนวนที่เข้าใจยากคิดชื่อแผนหรือโครงการ โดยระบุชื่อตรงกับวัตถุประสงค์ 

ถ้าจำเป็นต้องใช้ชื่อ รหัส (Code Name) ต้องสามารถสื่อความได้เข้าใจตรงกัน ส่วนเนื้อหาของโครงการ

ควรครอบคลุมหัวข้อต่อไปนี้

    1.    หลักการและเหตุผล  ระบุ

      :  ความเป็นมาของแผน / โครงการ

      :  ปัญหา และสาเหตุ

      :  ผลเสียหาย ถ้าไม่แก้ไข

      :  ความสำคัญตามกลยุทธ์

    2.    วัตถุประสงค์

      :  ระบุผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นหลังจากการดำเนินงานตามแผน หรือโครงการแล้วเสร็จ

      :  ใช้คำเริ่มต้นว่า เพื่อ …………..

      :  ถ้ามีผลลัพธ์หลายด้าน ให้แยกเป็นข้อๆ

    3.    เป้าหมาย  ระบุ

      :  ตัวชี้วัด  วัตถุประสงค์ เพื่อรู้ระดับผลสำเร็จ

      :  เวลา  ปริมาณ  คุณภาพ  พื้นที่

      :  หรือลักษณะการเปลี่ยนแปลงอื่นๆ

    4.    วิธีดำเนินงาน  ระบุ

      :  งานที่จะทำในแผนหรือโครงการ

      :  กิจกรรมที่จะต้องดำเนินการในแต่ละงาน

      :  เรียงลำดับกิจกรรมตามขั้นตอนในแต่ละกลุ่มงาน

    5.    ระยะเวลาการดำเนินงาน  ระบุ

      :  ระยะเวลารวม  ให้ตรงกับเป้าหมาย

      :  ระยะเวลาในการดำเนินงานแต่ละด้าน

      :  ควรทำตารางเวลาการปฏิบัติงาน ( Schedule )

    6.    สถานที่ หรือพื้นที่ดำเนินงาน  ระบุ

      :  สถานที่ หรือพื้นที่ หรือกลุ่มงาน ตามสภาพที่เป็นจริง

    7.    งบประมาณ

      :  คำนวณ หรือคิดค่าใช้จ่ายตามรายการของงานในแต่ละกิจกรรมโดยละเอียด

      :  ระบุรายการของงบประมาณ  และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานตามระเบียบของหน่วยงาน

      :  คำนึงเรื่องความเหมาะสมของค่าใช้จ่าย

    8.    ผู้รับผิดชอบ

      :  ตัวบุคคล หรือหน่วยงาน ที่จะรับผิดชอบโครงการทั้งหมด

      :  ตัวบุคคล หรือหน่วยงาน ที่จะรับผิดชอบงานแต่ละด้าน

    9.    การติดตามประเมินผล  ระบุ

      :  แนวทางในการติดตามผลการดำเนินงาน

      :  แหล่งข้อมูลที่จะใช้ในการติดตาม  ตรวจสอบผลงานว่าเป็นไปตามวัตถุประสงค์ และเป้าหมายหรือไม่

    10.  ผลที่คาดว่าจะได้รับ

      :  เป็นการคาดการณ์ถึงผลที่เกิดขึ้นภายหลังจากงานสำเร็จ ตามวัตถุประสงค์ และเป้าหมายที่กำหนด

      :  ผลโดยตรงคืออะไร  และผลโดยอ้อมคืออะไร

       

(6). มุ่งทำไปให้ต่อเนื่อง (CQI Continuous Quality Improvement)

ความล้มเหลวของโครงการ หรือแผนใดก็ตาม  มักมีปัจจัยสำคัญอยู่ที่การขาดความต่อเนื่องสู่เป้าหมายที่ยั่งยืน 

ซึ่งมีพฤติกรรมหลักคือ งด, เลื่อน , แชเชือน และ บิดเบือนเป้าหมายเดิม  ดังนั้น หากหน่วยงานใด

ปรารถนาที่จะประสบความสำเร็จในการเป็น

องค์กรที่ปลอดอัคคีภัย อันเป็นองค์ประกอบสำคัญของโรงพยาบาลที่มีคุณภาพตามมาตรฐาน HA. หรือองค์กร

มาตรฐาน ก็ควรหาลู่ทางปฏิบัติให้แผนฯที่วางไว้อย่างดีแล้วนั้น ดำรงและดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่องตลอดไป 

เฉกเช่นเดียวกับ การหายใจของมนุษย์ ที่หยุดเมื่อใด คือตายเมื่อนั้น

 

 

 ขยายความเกณฑ์ขั้นต้นสู่มาตรฐานการป้องกันอัคคีภัย

 FARA-FS (Fire Safety) Certified

 1.)  ติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันและระงับอัคคีภัยขั้นต้นจนถึงขั้นปานกลางอย่างถูกต้อง

    1.1    ติดตั้งเครื่องดับเพลิงแบบมือถือ (Portable Fire Extinguisher) แต่ละประเภท ให้เหมาะสม

             กับพื้นที่ และวัตถุเชื้อเพลิง  เช่น ในห้องที่ต้องการความสะอาด  ห้ามใช้เครื่องดับเพลิงชนิด

             ผงเคมีแห้ง และเครื่องดับเพลิงที่ทำให้เกิดสารพิษหรือสกปรก เป็นอันขาด อาทิ  ห้องผ่าตัด (OR) 

             ห้องผู้ป่วยหนัก (ICU) ห้องฉุกเฉิน (ER)  อาคารผลิตอาหารหรือยาห้องเก็บหรือผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้า

             ละเอียดอ่อน ห้องอื่นที่ติดตั้งเครื่องปรับอากาศ ฯลฯ ให้ใช้เครื่องดับเพลิงชนิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

            หรือน้ำยาเหลวระเหยที่ไม่มีสารพิษ CFC และใช้น้ำ หรือโฟม ในบริเวณที่เชื้อเพลิงมีลักษณะเป็น

            ของแข็งเชื้อเพลิงธรรมดา เช่น ยาง ไม้ ผ้า กระดาษ พลาสติค ฯลฯ

    1.2   จำนวนเครื่องดับเพลิงซึ่งมีประสิทธิภาพในการดับเพลิง ไม่ต่ำกว่า 6A-10B ไม่น้อยกว่า 1

             เครื่องต่อพื้นที่ 200 ตาราง.เมตร

    1.3   จำนวนเครื่องดับเพลิงไม่น้อยกว่า 1 เครื่อง ต่อระยะห่างไม่เกิน 20 เมตร

    1.4   ห้ามติดตั้งเครื่องดับเพลิงสูงจากพื้น (วัดถึงส่วนสูงสุดของเครื่องฯ) เกินกว่า 140 .. สำหรับ

            เครื่องที่มีน้ำหนักเบา(ไม่เกิน 10 กิโลกรัม)และห้ามติดตั้งเครื่องดับเพลิงขนาดหนัก(เกิน 10 กิโลกรัม)

            สูงกว่า 90 ซม. โดยเฉพาะเครื่องดับเพลิงชนิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์    ในหลายๆ ประเทศนิยมตั้ง

            เครื่องดับเพลิงไว้บนพื้น โดยมีถาดรอง เพื่อให้สามารถหยิบใช้ได้โดยสะดวกทุกคน

    1.5   ต้องมีระบบดับเพลิงเพื่อรองรับเพลิงไหม้ขั้นปานกลาง ถึงขั้นรุนแรง  อาทิ ม้วนสายยางฉีดดับเพลิง

            (Fire HoseReel ),สายฉีดดับเพลิงแบบแขวน (Fire Hose Rack)  , ม้วนสายส่งน้ำดับเพลิง

            (Fire Delivery Hose) ,สายฉีดน้ำดับเพลิง (Fire Fighting Hose) ,  สายสูบน้ำดับเพลิง

            (Suction Hose)  พร้อมทั้งมีแหล่งเก็บน้ำดับเพลิง (Water Tank) ,เครื่องสูบน้ำดับเพลิง

            (Fire  Pump) , ท่อทางจ่ายน้ำดับเพลิง (Fire Hydrant) ,ท่อรับน้ำดับเพลิง ( Inlet Valve)

 2.)  มีป้ายสื่อความปลอดภัย ( Safety Sign )

    ที่ต้องจัดให้มีเพียงพอ สามารถมองเห็นได้ชัดเจนทุกมุม ในระยะไกล ทั้งเวลากลางวัน และกลางคืน

    ส่วนใหญ่ คือป้าย 3 มิติแบบเรืองแสง

    2.1   ป้ายบอกทางหนีไฟ ( Fire Exit )  ใช้เฉพาะช่องทางหนีไฟเท่านั้น

    2.2   ป้ายทางออกฉุกเฉิน ( Emergency Exit ) ที่จัดเตรียมไว้ แม้จะเป็นหน้าต่าง

    2.3   ป้ายทางเข้า-ออก ( Entrance - Exit )  ทางขึ้น-ลง

    2.4   ป้ายบอกจุดติดตั้งอุปกรณ์ป้องกัน-ระงับอัคคีภัย และอุปกรณ์เตือนภัยต่าง อาทิ  เครื่องดับเพลิง

            แบบมือถือ (Fire Extinguisher),ตู้เก็บสายส่งน้ำดับเพลิง (Fire Hose Cabinet) ,

            จุดเปิดสัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม้ (Fire Alarm) ,  จุดติดตั้งอุปกรณ์ช่วยชีวิตต่างๆเช่น

            รอกหนีไฟ ( Fire Escape Device ) ฯลฯ

    2.5   ป้ายบอกชื่อห้อง หรือช่องทางต่างๆ ทุกช่อง  ทุกประตู รวมทั้งทางตัน , บริเวณอันตราย,

             ป้ายจุดรวมพล (Assembly Area) ,ป้ายกองบัญชาการแผนฉุกเฉิน

             (Emergency Response Room) , ป้ายจุดปลอดภัย (Safe Area)ของแผนก

    2.6    ป้ายระบุ ห้ามใช้ลิฟท์ เมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้ ติดไว้นอกลิฟท์ ทุกๆ โถงเข้าลิฟท์

    2.7   ป้ายบอกความรุนแรงของสารไวไฟ, สารเคมี, สารกัมมันตรังสี, วัตถุมีพิษ ฯลฯ

    2.8   ป้ายกฏระเบียบ  ข้อบังคับที่ต้องปฏิบัติ  ป้ายจราจร, ป้ายรณรงค์ให้เกิดความปลอดภัย ฯลฯ

            ป้ายต่างๆเหล่านี้ จะต้องสามารถมองเห็นได้ชัดเจนในระยะไกล หลายมุมมอง ทั้ง

            ในเวลากลางวันและกลางคืน

 3.)  มีแผนฉุกเฉินและรายงานการฝึกปฏิบัติตามแผน

    ซึ่งจะต้องมีรายการดังต่อไปนี้

    3.1   แผนกำหนดบุคลากรและหน้าที่ตามแผนฉุกเฉิน  ( แบ่งเป็น 6 ทีม )จะต้องมอบหมายให้

            ปฏิบัติหน้าที่ โดยมีคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษร  โดยระบุชื่อ (มิใช่เพียงตำแหน่ง)

    3.2    ขั้นตอนการปฏิบัติตามแผน     ( ดูรายละเอียด หน้า 13 )

    3.3    เหตุการณ์สมมุติ ซึ่งมีข้อกำหนดแนบท้ายตัวอย่าง  (เอกสาร C01)

    3.4   สรุปประเมินผลการปฏิบัติตามแผน (เอกสาร A09)

    3.5    มีภาพถ่าย และ VDO การซ้อม

ระบบการบริหารเหตุฉุกเฉิน (Emergency Management System)

(Incident Command System)ICS หรือ  (Emergency Management Actionplan)

ผู้ปฏิบัติงานคือ "ทีมฉุกเฉิน" (Emergency Response Team)

 

 

 

(1)

ทีมบัญชาการ(Command)

ผู้บัญชาการแผนฉุกเฉิน (ผบ.แผน)

Incident Commander (IC)

(สีน้ำเงิน)

 

             

ผู้ช่วยผู้บัญชาการแผนฉุกเฉิน 1

ผู้ช่วย 1 (Aide 1) (สีเขียว)

ผู้ช่วยผู้บัญชากา รแผนฉุกเฉิน 2

ผู้ช่วย 2 (Fire Marshal) (สีแดง)

ผู้ช่วยผู้บัญชาการแผนฉุกเฉิน 3

ผู้ช่วย  3(Aide 3) (สีเหลือง)

 

(2)

Evacuation &Communication

ทีมเช็คชีวิต – ติดต่อ

 

- จัดระบบตรวจสอบ จำนวน

   คนและภาวะอันตราย

- ประกาศส่งสัญญาณเตือนภัย

  (บก.แผน)

- แจ้งเจ้าหน้าที่ของรัฐตามคำสั่ง

  ผบ.แผนม ประชาสัมพันธ์

  Public Information

- ตรวจเช็คคนและอพยพไป

  จุดรวมพล

- ดูแลการส่งต่อผู้ป่วย   Transportation

- ชำระล้างสารอันตราย (Decon)

- สังคมสงเคราะห์ (Welfare)

 

( จำนวนคน 30 % )

 

 

(3)

Engineer

ทีมช่างฉุกเฉิน

 

- ควบคุมระบบไฟฟ้าและน้ำ

  ดับเพลิง (Water & Electricity   Supply)

-  ควบคุมก๊าซและสาร

   อันตราย (Hazmat & Gas    Control)

- รื้อถอน ทำลายสิ่งกีดขวาง

- เตรียมพร้อมเครื่องช่วยชีวิต

  (Rescue Tool)

 

 

 

 

 

 

( จำนวนคน 10 % )

 

 

(5)

Resource & Medical

ทีมเคลื่อนย้าย

ทรัพย์สิน– กู้ชีพ

 

- ควบคุม เคลื่อนย้ายทรัพย์สิน

   สำคัญที่ได้รับมอบหมายและ

   สนับสนุนกำลังบำรุง

   (Logestics)

- จัดเตรียมอุปกรณ์ปฐมพยาบาล

- กู้ชีพจากที่คับขัน (Extrication)

- ปฐมพยาบาลผู้ประสบภัย

  Casualty (Treatment)

- ดูแลผู้ปฏิบัติงาน

  (Rehabilitation)

 

( จำนวนคน 20 % )

 

 

(6)

Security & Traffic

ทีมรักษาความสงบ

-จราจร

 

- ใช้เครื่องกั้น จัดการจราจร

   ทั้งคนทั้งรถ(Access Control)

- เช็คผู้เข้าช่วยเหลือ ให้หยอดบัตร

   ลงใน ERT Box

- ป้องกันเหตุร้าย ลักทรัพย์

  บุกรุก (Crime Scenes)

- อำนวยความสะดวกให้หน่วย

  ช่วยเหลือ

- ประสานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ

   (Polce Liaison)

 

 

( จำนวนคน 10 % )

 

 

 

 

ข้อกำหนดหน้าที่ของทีมบัญชาการ

 

ผบ.แผน(IC)  ( มีมากกว่า 1 คน )

มีหน้าที่ประกาศใช้ และยกเลิกแผนฉุกเฉิน ,

อนุมัติค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน , ร่วมแถลงข่าว ,

จัดการฟื้นฟู

 

ผู้ช่วย  1 2 3 (มีมากกว่า 1 คน)

มีหน้าที่รายงาน ผบ. , แก้ไขสถานการณ์ ,

ควบคุมการปฏิบัติงาน , สอบสวนสาเหตุ

 

 

 

 

 

(4)

Fire Fighting & Rescue

ทีมดับเพลิง-กู้ภัย

 

- ดับเพลิงขั้นต้น และควบคุมเพลิง

  ปานกลาง ถึงรุน แรง โดย

  ไม่เสี่ยง (Staging)

- ประสานงานกับหน่วยดับเพลิง

   ภายนอก และดูแลความปลอดภัย

   ผู้ปฏิบัติงานในที่เกิดเหตุ

- ตรวจสอบและปฏิบัติการควบคุม

  สารอันตราย(Hazmat Team)

 

( จำนวนคน 30 % )

ข้อกำหนดเรื่องสถานที่

ตามแผนฉุกเฉิน

 

กองบัญชาการแผนฉุกเฉิน บก.แผนEmergency Response Room

คือ สำนักงานในการบริหารแผนฉุกเฉิน

(Command Post) หากไม่ สามารถปฏิบัติงาน

ได้ ให้ย้ายไปจุดรวมพล

 

จุดรวมพล  Assembly Area คือพื้นที่

ปลอดภัยที่รองรับการอพยพของทั้งคนและ

ทรัพย์สินได้ ( ซึ่งควรมีมากกว่าหนึ่ง แต่ไม่เกิน 4 )

ใช้กรณีเกิดเหตุครั้งละจุดเดียวเท่านั้น )

 

จุดปลอดภัย  Safe Area

คือจุดรองรับการอพยพ เฉพาะหน่วยงานก่อน

ประกาศแผนฉุกเฉิน จะต้องมีทุกส่วนงาน

     

    หมายเหตุ  : ผบ.แผน และ ผู้ช่วย ต้องมีมากกว่า 1 คน เพื่อสำรองไว้ปฎิบัติหน้าที่ได้ครอบคลุม  ตลอด 24 ชั่วโมง 

                                 แต่ปฎิบัติหน้าที่เมื่อเกิดเหตุคราวละคนเดียวเท่านั้น

                    : ส่วนจำนวนคนในทีมต่างๆที่คิดเป็นร้อยละ  สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสมและเมื่อ

                      ปฏิบัติหน้าที่ที่รับผิดชอบเสร็จแล้ว ให้ไปช่วยทีมอื่น

                     : ERT คือทุกคนในหน่วยงานนั้นๆที่ได้รับการฝึก ให้สามารถรู้ เข้าใจ และมีประสบการณ์ในการ

                       ดับไฟ Fire Service, กู้ภัย Rescue Service และกู้ชีพ Emergency Medical Service

                       โดยการจัดการที่เป็นระบบชัดเจน บนกระบวนการคุณภาพ ที่ใช้หลัก TQM

                      Total Quality Management   บนพื้นฐานแห่งความรัก สามัคคี

    แผนปฏิบัติเมื่อมีเหตุฉุกเฉิน

1). แผนแรกเริ่ม

: เพลิงเริ่มไหม้ รีบแจ้งให้ผู้อยู่ใกล้ที่เกิดเหตุช่วยกันระงับ พร้อมๆ กับแจ้ง บก.แผน

  ให้ประกาศเป็นระหัส ผบ.แผนไปประจำที่ บก.แผน

2). แผนฉุกเฉิน

: ไม่สามารถระงับเหตุได้ ต้องได้รับความช่วยเหลือจากหน่วยงานภายนอก ผบ.แผน

  ออกคำสั่งใช้แผนฉุกเฉิน ประกาศพื้นที่อันตรายที่ต้องอพยพคน และกำหนด

  จุดรวมพล(จุดเดียว)

3). แผนรุนแรงฉุกเฉิน

: กรณีเกิดเหตุรุนแรงเฉียบพลัน เช่น ระเบิด ตึกถล่ม ฯลฯ เจ้าหน้าที่ บก.แผน

  ประกาศแผนรุนแรงฉุกเฉิน ผบ.ไปที่เกิดเหตุ พิจารณาว่าจะประกาศแผนฉุกเฉิน

  หรือไม่

 

เหตุเพลิงไหม้แรกเริ่ม

ผู้พบเหตุการณ์แจ้งเหตุใกล้ตัว

ผู้อยู่ใกล้ที่เกิดเหตุเข้าช่วยเหลือ

แจ้ง บก.แผน

ร่วมกันเข้าระงับเหตุ

ประกาศเป็นระหัสที่รู้เฉพาะเจ้าหน้าที่ (บางสถานที่)

ย้ายคนได้รับอันตรายไปจุดปลอดภัย

-  ผบ.แผน ไปสู่ บก.แผน

-  ผู้ช่วย 2 (Fire Marshal) ไปที่เกิดเหตุ

-  ทีมดับเพลิง เข้าระงับเหตุ

-   ช่างฉุกเฉิน ตัดไฟ จ่ายน้ำ

-  รักษาความสงบ/จราจร ปฏิบัติการ

- ผู้ช่วย. 1 ตรวจรายชื่อผู้ที่อยู่ในพื้นที่อันตราย, ตรวจสอบ

   การทำงานทีมเช็คชีวิต-ติดต่อ และทีมช่างฉุกเฉิน ,

   เตรียมยานพาหนะเพื่อส่งต่อ

 

 

ผู้ช่วย 3 ตรวจความพร้อมย้ายทรัพย์สินและอุปกรณ์กู้ชีพ

เช็คชีวิตติดต่อ ย้ายคนที่จุดเกิดเหตุ(ถ้ามี)สู่จุดปลอดภัย

     เตรียมย้ายคนพื้นที่อันตราย

เคลื่อนย้ายฯ-กู้ชีพ เตรียมพร้อมย้ายทรัพย์สินสำคัญที่ได้รับ

    มอบหมาย และอุปกรณ์กู้ชีพ

เพลิงสงบ > ประกาศยกเลิกแผน

เพลิงลุกลาม ใช้แผนฉุกเฉิน

 

   Fire Marshal เสนอใช้แผนฉุกเฉิน      ผบ.แผน ออกคำสั่งใช้แผนฯ     ประกาศแผนฉุกเฉิน

จนท.บก.แผน

 

- แจ้งหน่วยดับเพลิง

- แจ้งผู้บริหาร

-แจ้งองค์กรเครือข่าย

- เตรียมย้าย บก.แผน

  ไปจุดรวมพลเพื่อ

  ปฎิบัติงานได้คล่อง

  ตัวขึ้น

- รายงาน ผบ.แผน

 

 

 

 

เช็คชีวิต-ติดต่อ

 

- เคลื่อนย้ายผู้ป่วย

- อพยพคนไปที่จุด

  รวมพลแล้วส่งต่อ

  ผู้ป่วย

- ตรวจสอบผู้ที่อาจติด

  ค้างในอาคาร แล้วทำ

  เครื่องหมาย

- นำบัตรจาก ERT Box

  มาตรวจสอบ

- เช็คจำนวนคนที่

  จุดรวมพล

- รายงานผู้ช่วย 1

ช่างฉุกเฉิน

 

- ควบคุมไฟฟ้า

- สนับสนุนน้ำในการ

  ดับเพลิง

- ทำลายสิ่งกีดขวาง

- เตรียมเครื่องมือ

  ช่วยชีวิต

 

 

 

 

 

 

ดับเพลิง

 

- ปะทะยัยั้งไฟรอ

  กำลังเสริมจากหน่วย

  ช่วยเหลือ  ภายนอก

- นำทางและให้ข้อมูล

  กับหน่วยช่วยเหลือ

- รายงานผู้ช่วย 2

 

 

 

 

 

 

เคลื่อนย้ายฯ-กู้ชีพ

 

- เคลื่อนย้ายทรัพย์สิน

  สำคัญที่ได้รับ

   มอบหมาย

- เตรียมการปฐม

  พยาบาล

- รอคำสั่งเข้าค้นหาผู้

  ติดค้าง (ถ้ามี) และ

  ไม่เสี่ยง

- รายงานผู้ช่วย 3

 

 

 

รักษาความสงบจราจร

 

- จัดระบบจราจรทั้ง

  ภายใน และภายนอก

- อำนวยความสะดวก

  ให้หน่วยช่วยเหลือ

- ตรวจสอบคนเข้า-

   ออก

- ดูแลทรัพย์สินที่

  เคลื่อน ย้ายมา

- ประสานงานกับ

  ตำรวจ

 

เพลิงสงบ

ประกาศเป็นเขตอันตราย          ตั้งกรรมการสอบสวน          ฟื้นฟู          ปรับปรุงพื้นที่

 

เหตุระเบิด รุนแรงฉุกเฉิน

ผู้พบเหตุ ร้องขอความช่วยเหลือ

เจ้าหน้าที่บริเวณที่เกิดเหตุ

ช่วยผู้บาดเจ็บ อพยพคนไปจุดปลอดภัย

แจ้ง ..แผน เหตุรุนแรงฉุกเฉิน

ดับไฟ - ควบคุมพื้นที่อันตราย

ประกาศกระจายเสียงเหตุรุนแรงฉุกเฉิน

ด้วยข้อความโปรดทราบๆ ขณะนี้เกิดระเบิด………..ที่………………ขอให้ทุกท่าน

ใช้ความระมัดระวัง” (ประกาศไม่ต่ำกว่า 6 ครั้งห่างกันไม่เกิน 3 วินาที

.แผน

:  ไปจุดเกิดเหตุ รีบออกคำสั่งใช้แผนฉุกเฉิน (ถ้าจำเป็น)

ผู้ช่วย 2 FireMarshal 

:  ไปจุดเกิดเหตุควบคุมสถานการณ์

ทีมดับเพลิง

:  เข้าระงับเหตุ หากพบผู้ประสบภัยให้ช่วยเหลือก่อน  แล้วส่งมอบให้กู้ชีพ,

   ประสานงานกับหน่วยดับเพลิงภายนอก

ผู้ช่วย 1

:  เข้าพื้นที่อันตรายที่ต้องอพยพผู้ป่วย  ควบคุม ประสานงาน

เช็คชีวิต-ติดต่อ

:  เจ้าหน้าที่ บก.แผน ย้าย บก.แผน ไปที่จุดรวมพลที่ประกาศ,  ขอความช่วย เหลือจากดับเพลิง,

  โรงพยาบาลเครือข่าย, หน่วยกู้ภัย, ตำรวจ ฯลฯ

:  ย้ายผู้ป่วย (Patient), เจ้าหน้าที่,   ญาติ  ไปจุดรวมพล ส่งต่อผู้ป่วยหนัก

:  ตรวจสอบหาผู้ติดค้าง รวบรวมรายชื่อผู้ถูกส่งต่อ

ช่างฉุกเฉิน

:  ตัดกระแสไฟ, จ่ายน้ำ, ควบคุมก๊าซ, ควบคุมวัตถุเชื้อเพลิง

ผู้ช่วย 3

:  ควบคุมทีมกู้ชีพพร้อมเครื่องมือไปจุดรวมพล  ประสานงานกับหน่วยกู้ชีพภายนอก

:  ย้ายผู้ประสบภัย (Casualty)

เคลื่อนย้ายทรัพย์สิน

และกู้ชีพ

:  ย้ายทรัพย์สินสำคัญที่ได้รับมอบหมาย

:  จัดพื้นที่ปฐมพยาบาล และปฐมพยาบาลผู้ประสบภัย

:  รอคำสั่งเข้าช่วยเหลือผู้ติดค้าง (ถ้ามี) โดยไม่เสี่ยง

รักษาความสงบจราจร

:  จัดกั้นบริเวณพื้นที่อันตราย  ไม่ให้ผู้ไม่เกี่ยวข้องผ่าน จัดการจราจร ป้องกันการบุกรุก 

    อำนวยความสะดวกให้หน่วยช่วยเหลือ