|
|
โครงการเตรียมความพร้อมเพื่อป้องกันและระงับอัคคีภัยในองค์กร ตามมาตรฐานของสมาคมการดับเพลิงและช่วยชีวิต FARA FARA-FS (Fire Safety) Certified และ ASIA - SHE อาจารย์คณาทัต จันทร์ศิริ (A03)ขณะนี้ เอกสาร A03 ถูกปรับเปลี่ยนใหม่แล้ว กรุณาติดตาม click |
A12 |
||||||||||||||||||
มาตรฐานการป้องกันอัคคีภัย FARA-FS(Fire Safety) Certified เพื่อ ASIA-SHE โครงการของสมาคมการดับเพลิงและช่วยชีวิต FARA Fire And Rescue Association เพื่อพัฒนาระบบความปลอดภัยโดยเฉพาะด้าน การป้องกันระงับอัคคีภัยและการช่วยชีวิต ให้มีมาตรฐานเทียบเท่ากับนานาประเทศ เพื่อส่งเสริม “การพัฒนาคุณภาพองค์รวม” TQM Total Quality Management ให้แก่หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน โดยใช้การฝึกอบรมตามหลักสูตรที่กำหนด แล้วประเมินมาตรฐานและ รับรอง ด้วยนโยบาย “ใกล้ชิดประดุจมิตรและญาติ”
เงื่อนไขในการขอรับรองมาตรฐาน FARA –FS Certified หน่วยงานที่ต้องการมาตรฐานการป้องกันอัคคีภัย FARA-FS จะต้องผ่านการอบรมตามข้อกำหนด 4 หลักสูตรภายใน 1 ปี (รายละเอียดดูในเอกสาร BO3-B06) พร้อมทั้งปฏิบัติตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้ เมื่อผ่านการอบรมหลักสูตรที่ 2 (ERT) แล้ว ERT จะต้องดำเนินการอบรมเจ้าหน้าที่ที่เหลือทั้งหมดให้สามารถใช้เครื่องดับ เพลิงเบื้องต้นได้ และ ERT ทุกคนต้องผ่านการฝึกอบรมงานของ ER อย่างน้อย 6 ครั้ง รวมเวลา 6 ชั่วโมง เมื่อผ่านการอบรมหลักสูตรที่ 3 (HB) แล้วจะต้องจัดตั้งสภาความปลอดภัยของหน่วยงาน เพื่อดำเนินกิจกรรมด้านการบริหารความเสี่ยง ความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง ต้องจัดทำคู่มือการป้องกันระงับอัคคีภัยและภัยพิบัติของหน่วยงานแจกให้เจ้าหน้าที่ทุกคน เมื่อผ่านการอบรมหลักสูตรที่ 4 (ED) แล้วต้องดำเนินการซ้อมแผนฉุกเฉินไปตามหน่วยงานย่อยต่างๆให้ได้ด้วยตนเอง การรับรองมาตรฐานครั้งแรกมีอายุ 3 ปี ครั้งต่อไปต้องประเมินด้วยการตอบคำถามในเอกสาร พร้อมกับต้องจัดการอบรม หลักสูตร ERT ต่อเนื่องไปจนได้ ERT ครบ 100% (ซึ่งสมาคม FARA จะดำเนินการให้ไม่เกิน 3 รุ่น หลังจากนั้นหน่วยงาน ต้องดำเนินการเอง เพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างถาวร)
เมื่อผ่าน FARA-FS Certified แล้ว จะได้รับ ASIA-SHE Certificate 1 (Safety in case of emergency)
เกณฑ์ขั้นต้นสู่มาตรฐานฯ 1. ติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันและระงับอัคคีภัยขั้นต้น จนถึงขั้นปานกลาง
( Fire Extinguisher & Fire Hose System ) ตามมาตรฐานที่กำหนด 2. มีป้ายสื่อความปลอดภัย
( Safety Sign ) ให้ครบถ้วนชัดเจน และมีรูปแบบเป็นสากล
3. มีแผนฉุกเฉิน
( Emergency Plan & Evacuation Drill )พร้อมบุคลากรรับผิดชอบ ERT Emergency Response Team และเคยฝึกปฏิบัติมาแล้ว
อย่างสม่ำเสมอ โดยมีคู่มือที่กำหนดรายละเอียดครบถ้วน มอบให้ เจ้าหน้าที่ทุกคน
เกณฑ์ขั้นต้นทั้ง 3 ข้อนี้ จะต้องถูกกำหนดเป็นนโยบายของหน่วยงานที่ขอมาตรฐาน และดำเนินการให้เสร็จสิ้นตามกำหนดในคู่มือฯ ( เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในการ ป้องกันและบรรเทาภัย
ควรปฏิบัติตามยุทธศาสตร์ 12 ขั้น ของ FARA-FS ในเอกสาร B02 โดยขอได้จากสมาคมฯ FARA
) ขั้นตอนปฏิบัติเพื่อให้ได้มาตรฐานการป้องกันอัคคีภัย 1.
สำรวจตรวจตรา 2.
จัดหาเครื่องมือ 3.
ฝึกปรือผู้ใช้
2. ตรวจสอบงบประมาณ ควรตรวจสอบงบประมาณที่มีอยู่แล้ว หรือคาดว่าจะมีเพิ่มเติมมาในอนาคต เพื่อจะได้เลือกแผนการทำงานที่เหมาะสมได้โดยทันที เช่น 2.1 ถ้ามีงบประมาณมากเพียงพอ ให้จัดหาอุปกรณ์ทั้งหมดที่กำหนดไว้ตามมาตรฐานโดยทันที แล้วจัดการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ ให้รู้ และเข้าใจวิธีใช้อุปกรณ์เหล่านั้น และการบริหารแผนการป้องกัน-ระงับอัคคีภัยและการช่วยชีวิตอย่างสมบูรณ์ 2.2 มีงบประมาณปานกลาง ก็ให้จัดซื้ออุปกรณ์เท่าที่จำเป็น และตั้งงบประมาณผูกพันระยะกลาง ( ภายใน
3-5 ปี
) สำหรับจัดซื้อ อุปกรณ์ที่เหลือ แต่ต้องใช้งบประมาณบางส่วนที่มีนั้น จัดการฝึกอบรมบุคลากรให้มีความรู้เป็นประการสำคัญ พึงระลึกเสมอ ว่า “คนนำเครื่อง” คนมีความรู้ สามารถปฏิบัติได้ดีกว่าคนมีเครื่องมือมากมายแต่ใช้ไม่เป็น 2.3 มีงบประมาณน้อยมาก ก็ควรใช้ไปในการพัฒนาบุคลากรก่อน โดยจัดให้มีการฝึกอบรม (โดยผู้ฝึกอบรมต้องมีมาตรฐานและเข้าใจ ข้อกำหนดของ HA. Hospital Accreditation สำหรับโรงพยาบาล หรือมาตรฐานอื่นๆ ที่องค์กรต้องการ เช่น ISO 14001, ISO(TIS)18001ทำการรณรงค์ให้ความรู้และ ประชาสัมพันธ์ เพื่อให้บุคลากรเหล่านั้นสามารถใช้อุปกรณ์ที่มีอยู่แล้วให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด โดยกำหนดตารางการปฏิบัติเป็นทางการ และต้องมีการประเมินผล 3. ตรวจอาคารสถานที่ สำรวจอาคารและโครงสร้างกายภาพทั้งหมด โดยคณะทำงานขององค์กรและผู้เชี่ยวชาญด้านการป้องกันและระงับอัคคีภัย จากหน่วยงานมาตรฐานแล้วปรับปรุง ระบบความปลอดภัยให้เป็นไปตามข้อกำหนด ดังรายการต่อไปนี้ : 3.1 หาพื้นที่เสี่ยง (Risk Area) ต่อการเกิดเหตุเพลิงไหม้หรือภยันตรายต่างๆ เช่น อาคารแตกร้าว
, ทรุด แล้วกำหนดแผนการแก้ไขเป็นรูปธรรม อย่างสม่ำเสมอ 3.2 จัดตั้งกองบัญชาการแผนฉุกเฉิน (Emergency Rescue Room) (บก.แผน)(ต้องมีที่เดียว) ให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากมีอยู่แล้วให้ปรับปรุงตามความเหมาะสม
(อ่านรายละเอียดคุณสมบัติ บก.แผน ได้ที่เอกสาร A17) 3.3 กำหนดจุดรวมพล (Assembly Area) และจุดปลอดภัย(Safe Area) ใช้เป็นพื้นที่เพื่อตรวจสอบหาผู้ติดค้าง ที่สามารถรองรับการอพยพ ได้อย่างเหมาะสมหากมีอยู่แล้วให้ปรับปรุงบำรุงรักษา
(ควรมีไม่น้อยกว่า
2 จุด แต่ไม่เกิน
4 จุด) ใช้คราวละจุดเดียว 3.4 กำหนดเส้นทางอพยพหนีไฟ (
แผนผังเพื่อประชาสัมพันธ์ให้ผู้ใช้บริการและเจ้าหน้าที่ได้รับทราบทั่วกัน 3.5 กำหนดเส้นทางการจราจร ( ทิศทางการจราจร, กำหนดบริเวณที่จอดรถดับเพลิง ซึ่งต้องมีแหล่งน้ำสนับสนุน, บริเวณที่จอดรถบันได บริเวณที่จอดรถฉุกเฉินต่างๆ ฯลฯ , ประตูทางเข้า-ออก และ ประตูฉุกเฉินหากทางเข้า-ออกใช้ไม่ได้ เป็นต้น 3.6 จุดติดตั้งอุปกรณ์ในการป้องกันและระงับอัคคีภัยอื่นๆ
ที่เหมาะสมกับสถานที่และงบประมาณ เช่น เครื่องตรวจจับควัน และ ความร้อน( Smoke / Heat
Detectors) ,สัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม้
(Fire Alarm), หัวฉีดน้ำดับเพลิงอัตโนมัติ ( Sprinkler), แผงควบคุมระบบเตือนภัย(
Fire Control Panel ) , ไฟฉุกเฉิน
( Emergency light ) มีจำนวนเพียงพอ และสามารถใช้งาน ได้หรือไม่
ฯลฯ 3.7 จุดติดตั้งอุปกรณ์ดับเพลิง ทั้งเพลิงไหม้เบื้องต้น (ถังดับเพลิงแบบยกหิ้ว
Portable Fire Extinguisher) และเพลิงไหม้ขั้นรุน- แรง
( ระบบสายฉีดน้ำดับเพลิง
) แหล่งเก็บน้ำสำรอง,ปั๊มน้ำดับเพลิง
(ดูรายละเอียดในข้อ
1 เกณฑ์ขั้นต้นฯ) 3.8
จุดติดตั้งอุปกรณ์ช่วยชีวิตอื่น
ๆ อาทิ รอกหนีไฟ
( Fire Escape Device ) เพื่อใช้นำคนลงจากที่สูง
, ท่อผ้าหนีไฟ
( Chute ) ,
เครื่องช่วยหายใจ
( BA.) ที่กฎหมายกำหนดให้มีเพื่อปฏิบัติงานในบริเวณที่ขาดอากาศได้,
เบาะลมช่วยชีวิต ( Air Cushion ),
ขวาน, ฆ้อนปอนด์,เชือก, เปลหาม, หน้ากากฉุกเฉิน, บันไดสำหรับพาดระเบียง
เข้าช่วยเหลือผู้ติดค้างบริเวณชั้น
2 , เปลผ้าใบ
(Soft Stretcher), อุปกรณ์ทางการแพทย์ และยาที่จำเป็น ฯลฯ 3.9 จุดติดตั้งกล่อง
ERT (ERT Box) คือ กล่องรองรับบัตรประจำตัวผู้เข้าไปช่วยเหลือในพื้นที่อันตราย 3.10 ป้ายสื่อความปลอดภัย
(Safety Sign) และป้ายประชาสัมพันธ์ภยันตรายต่างๆ เช่น ป้ายทางออก(Exit), ป้ายทางออกฉุกเฉิน (Emergency Exit) , ป้ายทางหนีไฟ (Fire Exit) , ป้ายทางตัน (No Exit) , ป้ายจุดติดตั้งอุปกรณ์ดับเพลิง (Fire Extinguisher) , ป้ายจุดติดตั้ง สัญญาณแจ้งเหตุฉุกเฉิน (Fire Alarm) , ป้ายบริเวณเก็บวัตถุอันตราย (Hazardous Material) , ป้ายจุดติดตั้งรอกหนีไฟ(Fire Escape Device) , ป้ายบอกชั้น(Level)
,ป้ายห้องหรือแผนกต่างๆ ฯลฯ ซึ่งต้องอ่านได้ชัดเจน
ทุกมุม ทั้งกลางวันกลางคืน
(สูงไม่ต่ำกว่า
3.11 ระบบการติดต่อสื่อสาร(Communication) เพื่อให้ทุกคนในหน่วยงานได้รับข่าวสารฉุกเฉินโดยทันที อาทิ ระบบเสียงตามสาย, หอกระจายข่าว
, ระบบวิทยุสื่อสาร, ระบบติดต่อภายใน (Intercom), ระบบโทรศัพท์
, ระบบโทรทัศน์วงจรปิด
, โทรศัพท์มือถือ
, รถกระจายเสียง หรือแม้แต่
เครื่องขยายเสียงที่ใช้แบตเตอรี่ เป็นต้น สำรวจว่า มีจำนวนเท่าใด เพียงพอหรือไม่ เนื่องจากภาวะฉุกเฉินจะได้รับการตอบสนอง อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ก็ด้วยระบบการสื่อสารเหล่านี้ 4. ตรวจอีกทีแผนเดิม ทุกองค์การ จะต้องมีแผนการป้องกันและระงับอัคคีภัยอยู่แล้วอย่างแน่นอน แต่อาจไม่ได้นำมาปฏิบัติ หรือ แผนฯนั้น อาจไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงในปัจจุบัน ที่ทุกหน่วยงานกำลังมุ่งเน้นไปสู่เป้าหมายแห่งการเป็นองค์การที่มีคุณภาพมาตรฐาน ดังนั้น จึงควรนำแผนฯเดิมมาวิเคราะห์ และหาทางปรับปรุงแก้ไข เพื่อให้ สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาคุณภาพอย่างเป็นรูปธรรม นำมาปฏิบัติได้ทันที โดยมุ่งเน้นการพึ่งพาตนเอง และการมีส่วนร่วมของบุคลากรทุกคน 5. ทำเสริมแผนใหม่ การจัดทำแผนการ
(โครงการ)
ป้องกันและระงับอัคคีภัยในหน่วยงานขึ้นใหม่นั้น จะต้องมีการวางแผนกลยุทธ์ และแผนปฏิบัติการ อย่างมีระบบ
กำหนดจุดหมายปลายทาง
(ENDS) และแนวทางการดำเนินงาน
(Means) ให้ชัดเจนและสอดคล้องกับการพัฒนาองค์กร ซึ่งเราควรศึกษาและเรียนรู้การบริหารจัดการแผนใหม่ สำหรับองค์การที่กำลังพัฒนาคุณภาพ ซึ่งจะได้นำเสนอเป็นตัวอย่างพอสังเขป ดังต่อไปนี้ โดยที่บางส่วนอาจไม่สามารถนำมาใช้ในการทำแผนป้องกันอัคคีภัยก็ตาม 5.1 กำหนดเจตนารมย์เชิงกลยุทธ์ 5.2 การวิเคราะห์สถานการณ์ 5.3 การกำหนดกลยุทธ์และการกำหนดแนวทางปฏิบัติ 5.4 การวางแผนและการบริหารแผน
(โครงการ) 5.1 กำหนดเจตนารมย์เชิงกลยุทธ์ (Strategic
Intent) อันมี 5.1.1 วิสัยทัศน์ (Vision) เพื่อกำหนดสภาพในอนาคตของการป้องกันอัคคีภัย อันแสดงถึงลักษณะที่ปลอดภัยที่สุด ที่ทุกคน ปรารถนา 5.1.2 พันธกิจ ( 5.1.3 จุดมุ่งหมาย (Goals) ที่มีผลลัพธ์ด้านต่างๆคือ -
ความรับผิดชอบสาธารณะ (Public
Responsibility) -
การใช้ทรัพยากร (Capital & Financial
Resources) -
นวัตกรรม (Innovation) -
พัฒนาการจัดการ (Managerial Performance and
Development) 5.1.4 วัตถุประสงค์ (Objectives) คือผลงานที่แต่ละหน่วยงานจะต้องปฏิบัติเพื่อให้บรรลุสู่จุดมุ่งหมายที่กำหนดโดยมีองค์ประกอบ 1. คุณลักษณะของงาน (attributes) 2. ตัวชี้วัด (Index or Indicators) 3. เป้าหมาย (target) 4. ห้วงเวลา
(timeframe) 5.1.5 กลยุทธ์และกลวิธี (Strategies and tactics) กลยุทธ์เป็นส่วนหนึ่งของการวางแผน ส่วนกลวิธีเป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินงาน
ซึ่งมีวิธีปฏิบัติสวนทางกัน ตามภาพที่
2
5.2 การวิเคราะห์สถานการณ์ แนวคิดในการวิเคราะห์สถานการณ์แบบตะวันออก -
ตำราพิชัยสงครามของชุนวู ที่มุ่งเน้นการวิเคราะห์สถานการณ์ด้านต่างๆอย่างแยบยล เช่น “ การสู้รบที่ชาญฉลาดที่สุด คือรบน้อยที่สุด
“ -
ตัวแบบพื้นฐานในการวางแผนกลยุทธ์ของ Harvard
Business school : มุ่งเน้นการกำหนดกลยุทธ์ด้วยการประมวลสภาพแวดล้อมภายนอกและการวิเคราะห์สภาพภายในกิจการ การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายนอก 1.
จุดมุ่งหมายเพื่อพิจารณา :
โอกาส (Opportunities) :
ข้อจำกัด (Threats) 2.
ขอบเขต : สภาพแวดล้อมทั่วไป ใช้วิธี
P
= Politic & Policy กฎเกณฑ์ของรัฐ
– นโยบาย E =
Economics เศรษฐกิจ งบประมาณ S
= Socio – Cultural สังคม วัฒนธรรม จิตวิญญาณ T
= Technology วิทยาการ ที่ปรับเปลี่ยนตลอดเวลา การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายใน 1.
จุดมุ่งหมายเพื่อพิจารณา –
วิเคราะห์ ทรัพยากร และ สมรรถนะขององค์การ ในการใช้ทรัพยากรเพื่อประเมิน : จุดแข็ง (Strengths) :
จุดอ่อน (Weaknesses) 2.
ขอบเขต :
เพื่อพิจารณา : ปัจจัยแห่งความสำเร็จ
(Critical Success factors) อันมี 1.
คุณลักษณะของกิจการหรือปัจจัยหลักในการดำเนินกิจการ 2.
ตำแหน่งในการแข่งขัน หรือตำแหน่งที่อยู่บนเส้นทางสู่เป้าหมาย 3.
สภาพแวดล้อมทั่วไป 4.
การพัฒนาองค์การ
: โซ่ร้อยค่านิยม
(Value chain) มุ่งวิเคราะห์ความเชื่อมโยงระหว่างค่านิยมของลูกค้ากับกิจการ เช่น ลูกค้ามีความนิยมและ ภูมิใจที่ใช้บริการ หรือผลิตภัณฑ์จากองค์การที่เห็นคุณค่ามนุษย์ในด้านความปลอดภัย : กระบวนการหลักและระบบงาน
(Core business processes and systems) การประเมิน จุดแข็ง(Strengths) ,จุดอ่อน (Weaknesses) ,โอกาส (Opportunities) และข้อจำกัด (Threats) ,
SWOT MATRIX เพื่อให้การประเมินเป็นไปอย่างครอบคลุม จึงจำเป็นต้องใช้ผลการประมวลข้อมูลด้านต่างๆ มาสรุปและวิเคราะห์
(ในองค์กรธุรกิจทั่วไป จะใช้ “การบันทึกคะแนนอย่างมีดุลยภาพ”
(Balanced Scorecard) ประกอบกับการประเมินทรัพยากร ) โดยพิจารณา จาก
5 ประเด็นหลัก คือ
1.
ด้านการเงิน : มูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ,การหารายได้
,งบประมาณ 2.
ด้านลูกค้า :
บริการหรือผลิตภัณฑ์ที่ดีกว่า ถูกกว่า รวดเร็วกว่า 3.
ด้านปฏิบัติการ : การพัฒนาคุณภาพ
มาตรฐาน 4.
องค์การ
: บทบาทผู้นำ
, การเรียนรู้ในองค์การ
, สมรรถนะในการปรับตัว 5.
ทรัพยากร :
ระบบคน
, ระบบทุน
& ปัจจัย
,ระบบสารสนเทศ การจัดทำ
SWOT MATRIX วิเคราะห์สภาพแวดล้อมต่างๆโดยกำหนดหัวข้อขึ้นมา
5-10 รายการ ดังตัวอย่างตารางต่อไปนี้
5.3
การกำหนดกลยุทธ์และการกำหนดแนวทางปฏิบัติ ก
: บทสรุปจากตาราง SWOT
MATRIX ข
: กำหนดกลยุทธ์โดยใช้ Balanced Scorecard ค
: ความสัมพันธ์ระหว่างกลยุทธ์กับการนำไปปฏิบัติ ง
: กำหนดแนวทางปฏิบัติโดยใช้ 7 S
Framework (The Mekinsey)
ก.
บทสรุปจากตาราง
SWOT MATRIX
พิจารณาตาราง
SWOT MATRIX จะพบว่ามีกลยุทธ์ที่สำคัญ คือ 1. รุกไปข้างหน้า : SO
Strategies ใช้จุดแข็งภายใน
กับโอกาสภายนอก รีบเร่งรุกไปข้างหน้าอย่างเต็มกำลัง
เช่น พัฒนาการบริการ
– ผลิตภัณฑ์ การตลาด การขาย ฯลฯ 2. การปรับภายนอก :
ST Strategies ใช้จุดแข็งภายในปรับกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับข้อจำกัดภายนอก เช่น สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับ Suppliers สร้างพันธมิตร (ดึงศัตรู
เป็นมิตร)
ฯลฯ 3. การพัฒนาภายใน :
WO Strategies ใช้โอกาสภายนอกที่เหมาะสม พัฒนาจุดอ่อนภายใน เช่น พัฒนาทรัพ- ยากรมนุษย์ด้วยการเรียนรู้ , วิจัยและพัฒนาคุณภาพ
, พัฒนาระบบการบริหาร เพื่อการ เปลี่ยนแปลง ฯลฯ 4. การปรับเปลี่ยนภายใน :
WT Strategies ใช้กลยุทธ์ที่แยบยล อดทน และระมัดระวัง
ปรับเปลี่ยนภายในให้เหมาะ สมกับอุปสรรคและข้อจำกัดภายนอก เช่น การจัดระบบ Inventory ,
การลดต้นทุน, การ ปรับปรุงกระบวนการ ฯลฯ
ข. กำหนดกลยุทธ์ โดยใช้
Balanced Scorecard
ตารางตัวอย่างการให้คะแนน
ค. ความสัมพันธ์ระหว่าง กลยุทธ์กับการนำไปปฏิบัติ : การนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติ มีความสำคัญเช่นเดียวกับการกำหนดกลยุทธ์ อีกทั้งมีความสัมพันธ์กันโดยตรง ผู้บริหารจะต้องมีความ เข้าใจในการกำหนดแนวทางการนำแผนไปปฏิบัติที่ได้ผลดี มิฉะนั้นจะเกิดความสูญเสียขององค์การ ดังแสดงไว้ในตารางความ สัมพันธ์ระหว่างกลยุทธ์กับการดำเนินงานต่อไปนี้
(
ภาพที่ 5 )
ง. กำหนดแนวทางปฏิบัตโดยใช้ 7S Framework
(
ภาพที่ 6 )
5.4
การวางแผนและการบริหารแผน
(โครงการ) ก. ความจำเป็นและความสำคัญของโครงการ ข. ประเภทและคุณลักษณะเฉพาะของโครงการ ค. การจัดทำเอกสารแผน ก. ความจำเป็นและความสำคัญของแผน(โครงการ)
เหตุผลที่ต้องใช้ “โครงการ”
เป็นกลวิธีในการจัดการ ก็เพราะ : ปัญหาการบริหารซับซ้อนมากขึ้น : ลูกค้าเปลี่ยนแปลงความต้องการ : ทรัพยากรมีมูลค่าสูงขึ้น : การพัฒนาคุณภาพในการจัดการ : การรับมือกับกลไกใหม่ของการแข่งขันในยุคโลกาภิวัฒน์ ข. ประเภท และคุณลักษณะเฉพาะของโครงการ 1.
โครงการปรับปรุงแก้ไขปัญหา (Improvement
Project) 2.
โครงการริเริ่ม หรือนวัตกรรม
(Innovative Project) 3.
โครงการวิจัย & พัฒนา (Research & Development Project) การวางแผนโครงการ การวางแผนโครงการ เป็นจุดเชื่อมโยงระหว่าง กลยุทธ์ กับการดำเนินงานแผนโครงการ ถือเป็นข้อกำหนดที่สำคัญสำหรับการวางแนวทางในการบริหาร และจัดการโครงการ ซึ่งจะต้องใช้เครื่องมือดังต่อไปนี้ ก. กระบวนการแก้ปัญหา
( ปัญหา
– สาเหตุ
– จุดมุ่งหมาย
- วิธีแก้ คืออะไร? ) ข. กำหนดรายละเอียดของวิธีการ
( Why – What – Where – When – Who – Whom – How – How much ) ค. ความคิดสร้างสรรค์ ง.
การตัดสินใจ ค. การจัดทำเอกสารแผน มีคำกล่าวเสมอว่า คิดแผนเป็น เขียนหนังสือได้ ก็ย่อมจะเขียนแผนได้เสมอ เพียงแต่ว่าควรใช้ภาษาที่ตรงไปตรงมา หลีกเลี่ยง การใช้สำนวนที่เข้าใจยาก คิดชื่อแผนหรือโครงการ โดยระบุชื่อตรงกับวัตถุประสงค์ ถ้าจำเป็นต้องใช้ชื่อ รหัส (Code Name) ต้องสามารถสื่อความได้เข้าใจตรงกัน ส่วนเนื้อหาของโครงการควรครอบคลุมหัวข้อต่อไปนี้ 1.
หลักการและเหตุผล ระบุ : ความเป็นมาของแผน / โครงการ : ปัญหา และสาเหตุ : ผลเสียหาย ถ้าไม่แก้ไข : ความสำคัญตามกลยุทธ์ 2.
วัตถุประสงค์ : ระบุผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นหลังจากการดำเนินงานตามแผน หรือโครงการแล้วเสร็จ : ใช้คำเริ่มต้นว่า “เพื่อ …………..” : ถ้ามีผลลัพธ์หลายด้าน ให้แยกเป็นข้อๆ 3.
เป้าหมาย ระบุ : ตัวชี้วัด วัตถุประสงค์ เพื่อรู้ระดับผลสำเร็จ : เวลา ปริมาณ คุณภาพ พื้นที่ : หรือลักษณะการเปลี่ยนแปลงอื่นๆ 4.
วิธีดำเนินงาน ระบุ : งานที่จะทำในแผนหรือโครงการ : กิจกรรมที่จะต้องดำเนินการในแต่ละงาน : เรียงลำดับกิจกรรมตามขั้นตอนในแต่ละกลุ่มงาน 5.
ระยะเวลาการดำเนินงาน ระบุ : ระยะเวลารวม ให้ตรงกับเป้าหมาย : ระยะเวลาในการดำเนินงานแต่ละด้าน : ควรทำตารางเวลาการปฏิบัติงาน (Schedule) 6.
สถานที่ หรือพื้นที่ดำเนินงาน ระบุ : สถานที่ หรือพื้นที่
หรือกลุ่มงาน ตามสภาพที่เป็นจริง 7.
งบประมาณ : คำนวณ หรือคิดค่าใช้จ่ายตามรายการของงานในแต่ละกิจกรรมโดยละเอียด : ระบุรายการของงบประมาณ และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานตามระเบียบของหน่วยงาน : คำนึงเรื่องความเหมาะสมของค่าใช้จ่าย 8.
ผู้รับผิดชอบ : ตัวบุคคล หรือหน่วยงาน
ที่จะรับผิดชอบโครงการทั้งหมด : ตัวบุคคล หรือหน่วยงาน
ที่จะรับผิดชอบงานแต่ละด้าน 9.
การติดตามประเมินผล ระบุ : แนวทางในการติดตามผลการดำเนินงาน : แหล่งข้อมูลที่จะใช้ในการติดตาม ตรวจสอบผลงานว่าเป็นไปตามวัตถุประสงค์
และเป้าหมายหรือไม่ 10. ผลที่คาดว่าจะได้รับ : เป็นการคาดการณ์ถึงผลที่เกิดขึ้นภายหลังจากงานสำเร็จ ตามวัตถุประสงค์ และเป้าหมายที่กำหนด : ผลโดยตรงคืออะไร และผลโดยอ้อมคืออะไร 6. มุ่งทำไปให้ต่อเนื่อง (CQI Continuous
Quality Improvement) ความล้มเหลวของโครงการ หรือแผนใดก็ตาม มักมีปัจจัยสำคัญอยู่ที่การขาดความต่อเนื่องสู่เป้าหมายที่ยั่งยืน ซึ่งมีพฤติกรรมหลักคือ “งด”,
“เลื่อน”
, “แชเชือน”
และ
“บิดเบือนเป้าหมายเดิม” ดังนั้น หากหน่วยงานใดปรารถนาที่จะประสบความสำเร็จในการเป็น องค์กรที่ปลอดอัคคีภัย อันเป็นองค์ประกอบสำคัญของโรงพยาบาลที่มีคุณภาพตามมาตรฐาน
HA. หรือองค์กรมาตรฐาน ก็ควรหาลู่ทางปฏิบัติให้แผนฯ ที่วางไว้อย่างดีแล้วนั้น ดำรงและดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่องตลอดไป เฉกเช่นเดียวกับ “
การหายใจของมนุษย์ ที่หยุดเมื่อใด คือตายเมื่อนั้น
” ขยายความ เกณฑ์ขั้นต้นสู่มาตรฐานการป้องกันอัคคีภัย 1 ติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันและระงับอัคคีภัยขั้นต้นจนถึงขั้นปานกลางอย่างถูกต้อง 1.1
ติดตั้งเครื่องดับเพลิงแบบมือถือ (Portable Fire Extinguisher) แต่ละประเภท ให้เหมาะสมกับพื้นที่ และวัตถุเชื้อ เพลิง เช่น ในห้องที่ต้องการความสะอาด ห้ามใช้เครื่องดับเพลิงชนิดผงเคมีแห้ง และเครื่องดับเพลิงที่ทำให้เกิดสารพิษ หรือสกปรก เป็นอันขาด อาทิ ห้องผ่าตัด (OR) ห้องผู้ป่วยหนัก (ICU) ห้องฉุกเฉิน (ER) อาคารผลิตอาหารหรือยา
ห้องเก็บหรือผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้าละเอียดอ่อน
ห้องอื่นที่ติดตั้งเครื่องปรับอากาศ ฯลฯ ให้ใช้เครื่องดับเพลิงชนิดก๊าซคาร์- บอนไดออกไซด์ หรือน้ำยาเหลวระเหยที่ไม่มีสารพิษ CFC และใช้น้ำ หรือโฟม ในบริเวณที่เชื้อเพลิงมีลักษณะเป็น ของแข็งเชื้อเพลิงธรรมดา เช่น ยาง ไม้ ผ้า กระดาษ พลาสติก ฯลฯ 1.2
จำนวนเครื่องดับเพลิงซึ่งมีประสิทธิภาพในการดับเพลิง ไม่ต่ำกว่า 6A-10B ไม่น้อยกว่า 1 เครื่องต่อพื้นที่ 200 ตร.เมตร( สำหรับองค์กรที่มีความเสี่ยงขั้นปานกลาง
) 1.3 จำนวนเครื่องดับเพลิงไม่น้อยกว่า
1 เครื่อง ต่อระยะห่างไม่เกิน
20 เมตร 1.4 ห้ามติดตั้งเครื่องดับเพลิงสูงจากพื้น ( วัดถึงส่วนสูงสุดของเครื่องฯ ) เกินกว่า 140 ซ.ม. สำหรับเครื่องที่มีน้ำหนักเบา (ไม่เกิน 10 กิโลกรัม) , และห้ามติดตั้งเครื่องดับเพลิงขนาดหนัก(เกิน
10 กิโลกรัม)
สูงกว่า
90 ซม.
ในหลายๆ
ประเทศนิยมตั้งเครื่องดับเพลิงไว้บนพื้น โดยมีถาดรอง เพื่อให้ สายฉีดดับเพลิงแบบแขวน (Fire Hose Rack) , ม้วนสายส่งน้ำดับเพลิง (Fire Delivery Hose), สาฉีดน้ำดับเพลิง (Fire Fighting Hose) , สายสูบน้ำดับเพลิง (Suction Hose) พร้อมทั้งมีแหล่งเก็บน้ำดับเพลิง(Water Tank) , เครื่องสูบน้ำ ดับเพลิง (Fire Pump) , ท่อทางจ่ายน้ำดับเพลิง (Fire Hydrant) , ท่อ
|
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
ระบบการบริหารเหตุฉุกเฉิน Emergency
Management System (Incident Command System) ผู้ปฏิบัติงานคือ “ทีมฉุกเฉิน”
ERT Emergency Response Team 1 ทีมบัญชาการ (Command)
|
|
ข้อกำหนดหน้าที่ของทีมบัญชาการ ผบ.แผน ( มีมากกว่า 1 คน ) มีหน้าที่ใช้แผนฯ , ประกาศเลิกแผน , ผู้ช่วยฯ 1 – 2 – 3 (มีมากกว่า 1 คน) มีหน้าที่รายงาน ผบ.
, แก้ไขสถานการณ์
, ข้อกำหนดเรื่องสถานที่ตามแผนฉุกเฉิน กองบัญชาการแผนฉุกเฉิน บก.แผน (Emergency Response Room) คือ สำนักงานในการบริหารแผนฉุกเฉิน หากไม่ จุดรวมพล Assembly Area คือพื้นที่ที่ตรวจสอบหาผู้ติดค้าง เป็นพิ้นที่ปลอดภัยที่รองรับการอพยพ ของทั้งคนและทรัพย์สินได้ ( ซึ่งควรมีมากกว่า 1 แต่ไม่เกิน 4 และใช้กรณีเกิดเหตุครั้งละจุดเดียวเท่านั้น) จุดปลอดภัย Safe Area คือจุดรองรับการอพยพเฉพาะ-หน่วยงาน ก่อนประกาศแผนฉุกเฉิน จะต้องมีทุกส่วนงาน
หมายเหตุ ผบ.แผน
และ ผู้ช่วย ต้องมีมากกว่า
1 คน เพื่อสำรองไว้ปฎิบัติหน้าที่ได้ครอบคลุม ตลอด
24 ชั่วโมง แต่ปฎิบัติหน้าที่เมื่อเกิดเหตุคราวละคนเดียวเท่านั้น :
ส่วนจำนวนคนในทีมต่างๆที่คิดเป็นร้อยละ สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสม และเมื่อปฏิบัติหน้าที่ที่รับผิดชอบ เสร็จแล้ว ให้ไปช่วยทีมอื่นๆ : ERT คือ ทุกคนในหน่วยงานนั้นๆ ที่ได้รับการฝึก ให้สามารถรู้ เข้าใจ และมีประสบการณ์ในการดับไฟ Fire Service, กู้ภัย Rescue
Service, ที่ใช้หลัก TQM Total
Quality Management |
|
|
|
INDEX
<<
[1]
[2]
[3]
[4]
[5]
[6]
[7]
[8]
[9]
[10]
[11]
[12]
>>